Category

Healthy

Category
สวัสดีค่ะ วันนี้อ๊อฟจะมารีวิวการทำ Fake Tan ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ
แล้วอ๊อฟเป็นคนผิวสองสีแต่ไม่ถึงกับคล้ำ เวลาถ่ายรูปออกมาผิวจะติดขาวๆ เหลืองๆ
ทำยังไงก็ยังดูไม่คมเข้ม สีน้ำตาลสวยๆ กับเค้าสักที
(สีผิวปกติ)
ช่วงที่โดนแดดเยอะหน่อยก็จะเข้มประมาณนี้ไม่ได้แทนเข้มเหมือนสาวเมืองนอกใน IG
ที่เวลาใส่ชุดว่ายน้ำถ่ายรูปออกมาจะแทนสวยมากกกกกก

อ๊อฟเลยตัดสินใจทำผิวแทนดูสักครั้ง แบบไม่ต้องไปนอนอาบแดด เพราะถ้าให้ไปนอนอาบแดดคงไม่ไหวจริงๆ
เลยเลือกใช้โฟมเปลี่ยนสีผิวเนื้อมูสของ Le Tan fast tan (Deep Bronze) Fake Tan แบรนด์ดังของออสเตรเลีย
ที่สาวๆ สายฝ. นิยมใช้กันมาก เป็นเฟคแทนแบบเนื้อมูสที่ราคาไม่สูงมาก อ๊อฟซื้อมาในไอจีประมาณ 7- 800 บาท
สีเข้มระดับนึงเลย ขนาดทำแค่รอบเดียว ข้อดีของตัวนี้หลังจากที่อ๊อฟได้ใช้ คือ เป็นเนื้อมูส เกลี่ยง่าย
มีกลิ่นเหมือนมะพร้าว (แต่แฟนอ๊อฟบอกว่าเหม็นเวียนหัว) โทนสีก็จะออกน้ำตาลแดงๆ
ซึ่งอ๊อฟว่ากำลังสวย ตัวนี้จะอยู่ได้ประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ แล้วจะค่อยๆ หลุดลอกออกไปค่ะ
เวลาหลุดออกก็กระดำกระด่าง ดูน่าเกลียดเหมือนกัน ยิ่งผิวแห้งนะ หลุดเป็นเกล็ดๆ เลย
(หลังทำ Fake Tan)
วิธีการทำเฟคแทนด้วยตัวเองก็ไม่ยากค่ะ อ๊อฟเขียนขั้นตอนการทำมาเป็นข้อๆ ให้อ่านแล้ว
ขั้นตอนที่ 1. โกนขนบริเวณที่ต้องการทำผิวแทนเพื่อที่เวลาทำผิวจะได้ออกมาเนียนเสมอกัน
แต่ถ้าใครไม่ได้มีขนหนาๆ ดกดำหรือมีแค่ขนอ่อนๆ ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยจ้า

ขั้นตอนที่ 2 สครับหรือขัดผิวก่อนที่จะทำ ขจัดพวกเซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือเสื่อมสภาพให้หลุดออกไป
โดยเฉพาะจุดหยาบกร้านต่างๆ เช่น ข้อศอก หัวเข่า ตาตุ่ม และเท้า เพราะการสครับผิวจะทำให้ผิวเรียนเนียน
แทนเสมอกัน ส่วนตัวอ๊อฟชอบใช้กากกาแฟในการสครับผิว แอบไปเอากากกาแฟจากเมล็ดกาแฟสด
ที่แฟนบดด้วยเครื่องชงกาแฟมาขัดผิว ผสมกับขมิ้นขัดกับใยบวบ ขัดออกมาผิวเนียนผ่องเชียว
แต่ถ้าใครไม่มีกากกาแฟก็ใช้สครับที่เป็นกระปุกสำเร็จรูปตามท้องตลาดได้เหมือนกันค่ะ

ขั้นตอนที่ 3 ใช้ถุงมือทำผิวแทน ข้อนี้สำคัญมากกกกก ไม่อย่างนั้นฝ่ามือของเราจะเปลี่ยนเป็น “สีส้ม” ได้
ซึ่งมันตลกมาก มันส้มแบบส้มเลย เดี่ยวเค้าจะรู้ว่าผิวเราไม่ได้แทนแบบธรรมชาติ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ขั้นตอนที่ 4 ลงสีแทนที่ขาก่อนเป็นอันดับแรก เริ่มจากข้อเท้าขึ้นไปก่อน แตะบริเวณน่อง
โดยเริ่มจากบีบเนื้อมูสน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ทาเป็นวงกลม ไล่ขึ้นไป หลังจากนั้นก็ตามลำตัว แผ่นหลัง
หน้าอก แขน ลำคอ ถ้ามีคนทาให้จะดีมากๆๆ เพราะมีบางที่ที่เราทาไม่ถึง อย่างเช่น แผ่นหลัง เป็นต้น
ข้อควรระวัง ควรเว้นพวกข้อเท้า ข้อศอก ข้อมือ และข้อต่อของนิ้วไว้ บริเวณนี้เราจะทาแค่นิดเดียว
เอาแค่เนื้อมูสที่ติดมากับถุงมือหลังจากทาตัวเสร็จ ป้ายเบาๆ เพราะบริเวณนั้น ผิวจะแห้งเป็นพิเศษ
จะทำให้ผิวสีแทนติดได้ดีขึ้น ดังนั้นทาแค่จางๆ บางๆ เบาๆ ก็พอคงไม่ดีแน่ถ้าข้อศอก ข้อเท้า ตาตุ่มออกมาดำปี๋
(หลังทำ Fake Tan)
ขั้นตอนที่ 5 ลงสีแทนที่ใบหน้าและลำคอด้วย ขั้นตอนนี้อ๊อฟจะลงแค่บางๆ เท่านั้นค่ะ
เพราะใบหน้าคล้ำง่ายอยู่แล้ว ลูบๆ บางๆ ทั่วใบหน้าและลำคอ อย่าลืมทาที่บริเวณหลังคอและใบหูด้วยนะคะ
ถ้าใครกลัวหน้าจะดำไป เลือกใช้รองพื้นที่มีสีเข้มแทนก็ได้ค่ะ
เคล็ดลับของอ๊อฟคือ อ๊อฟเลือกทำก่อนนอนค่ะ เปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำ เพราะการทำผิวแทนนั้นควรทำในขณะที่ตัวแห้ง
ไม่ควรมีเหงื่อ เดี๋ยวผิวจะกระดำกระด่าง เดินแก้ผ้าโป๊รอบห้องไปก่อน 1 ชม. หลังจากนั้นก็ใส่ชุดนอนสบายๆ
แล้วนอนได้เลย ตื่นมาก็จะได้ผิวสีแทนสวยสมใจ ไม่เลอะเทอะติดเสื้อผ้าด้วย
ตื่นขึ้นมาก็อาบน้ำปกติแล้วทาโลชั่นบำรุงผิว อ๊อฟเป็นคนผิวแห้งเลยเลือกใช้โลชั่นของเจอร์เกนส์
ชอบสูตรนี้มากเพราะมีกลิ่นหอมมะพร้าว บำรุงผิวให้ทั่ว หลังจากนั้นทาครีมกันแดด
แล้วเตรียมเสื้อผ้าออกไปเฉิดฉายได้เลย

(หลังทำ Fake Tan)
พอผิวแทนแล้ว ถ่ายรูปออกมาก็สวยสมใจ พวกไลน์กล้ามเนื้อที่เราออกกำลังกายมาก็ดูชัดขึ้นกว่าเก่าด้วย

(หลังทำ Fake Tan)
ลองแต่งหน้าเป็นสายฝ. ถ่ายรูปออกมาก็ขึ้นกล้องสมใจ ส่วนตัวอ๊อฟจะทำเฉพาะเวลาไปเที่ยวทะเลเท่านั้นค่ะ
พอกลับมากรุงเทพฯ ก็ปล่อยผิวเป็นปกติ สำหรับรีวิวหน้าจะเป็นอะไร ไอเท็มไหนดี ไหนเด็ด
อย่าลืมติดตามกันด้วยน้าาา

 

 สวัสดีค่ะ วันนี้อ๊อฟจะมารีวิวประสบการณ์เลเซอร์ขนน้องสาวแบบ Whole Bikini เล่าแบบหมดเปลือก
ที่ไปทำมาที่ Apex Profound Beauty หลายคนสงสัยว่าทำไมอ๊อฟต้องแนะนำให้คุณแม่ พี่สาวแฟนหรือเพื่อน
แม้กระทั่งแฟนเพจ หรือคนรู้จักให้มาทำเลเซอร์ที่นี่ ย้อนกลับไปเมื่อสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นอ๊อฟเริ่มหาข้อมูล
รีวิวจากอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับการกำจัดขนรักแร้ด้วยเลเซอร์ เนื่องจากสมัยก่อนอ๊อฟใช้แหนบถอนขนรักแร้
ถอนจนตาแทบเหล่ หันไปถอนจนปวดคอ ขนรักแร้ของอ๊อฟ รูนึงนี่งอกมา 3-4 เส้นได้ แถมบางเส้นเป็นขนคุด
ไม่งอกออกมา อ๊อฟก็ไปเอาเข็มมาสะกิดให้ขนมันโผล่แล้วจึงค่อยถอน ทำแบบนี้แทบวันเว้นวันเพราะขนรักแร้
มันขึ้นเร็วมาก ถอนจนรักแร้ช้ำมีสีม่วงคล้ำและช้ำไปหมด พอเห็นสภาพรักแร้ตัวเองก็คิดได้ว่าถ้ายังถอนแบบนี้
ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้ใส่สายเดี่ยว เกาะอกหรือเสื้อแขนกุดเหมือนกับคนอื่นแน่ๆ
จึงตัดสินใจเข้ามารับบริการกับทางเอเปกซ์เพราะเห็นโฆษณาในเฟสบุ๊ค รู้สึกตอนนั้นทางเอเปกซ์เค้าจะมี
โปรโมชั่นเลเซอร์ขนรักแร้ 8 ครั้ง ราคาประมาณ 9,000 บาท อ๊อฟเลยตัดสินใจรูดบัตรเครดิตครั้งแรก
ในการเข้ารับบริการพวกคลีนิคเสริมความงาม เป็นการรูดที่มือไม้สั่นมาก สมัยก่อนเงินหมื่นสำหรับอ๊อฟ
มันเยอะมาก ดีนะตอนนั้นมีโปรโมชั่นที่ผ่อนได้ 10 เดือน ทำมาจนครบคอร์สขนรักแร้อ๊อฟไม่ขึ้นอีกเลย
จนมาถึงทุกวันนี้ขึ้นเต็มที่ก็แค่ขนบางๆ ไม่เกินเส้นสองเส้น เลยประทับใจและใช้บริการมาเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะหนวด ขนแขน ขนขาหรือขนที่บริเวณใบหน้า จนทางเอเปกซ์เค้าชวนมาทำเลเซอร์ขน
น้องสาวนี่แหละ เพราะเป็นส่วนเดียวที่มีขนเหลืออยู่
คือ ก่อนตัดสินใจจะเลเซอร์ขนน้องสาวก็คิดอยู่นานว่าจะทำไปทำไม มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรอ
แต่พออ่านรีวิวคนโน้นคนนี้บอกว่าทำแล้วดี ยิ่งช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงเราจะรู้สึกว่าน้องสาวไม่สะอาด
มีกลิ่นไม่พึงประสงค์รู้สึกเปียกอับชื้นอยู่ตลอดเวลา ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ไหนๆ ร่างกาย
ก็แทบจะไร้ขนอยู่แล้ว ตรงนั้นจะเก็บไว้ทำไม ไม่ต้องมีก็ได้เนอะ
อ๊อฟทำที่ APEX สาขารามอินทรา อยู่ใกล้ๆ พรอมมานาด ซึ่งเดินทางมาจากบ้านอ๊อฟไม่ไกลเลย
สะดวกมากใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึง แถมไม่ได้อยู่บนห้าง ไม่ต้องวนหาที่จอดรถ ไม่วุ่นวายดี
ถ้าจะกำจัดขนอ๊อฟแนะนำเลยต้อง YAG LASER เท่านั้น ใครทำเลเซอร์ที่อื่นมาไม่เห็นผล อยากให้มาลองที่นี่
ตอนแรกจ่ายไปก็คิดว่าแพงจะคุ้มกับเงินที่เสียไปหรือเปล่า พอจบคอร์สถึงเข้าใจว่า
เออ…มันคุ้มจริงๆ เพราะขนแทบไม่ขึ้นอีกเลยตอนนี้ก็สามสี่ปีแล้ว ขนขึ้นใหม่ก็บางและน้อยมากกกกก
แต่ของคุณแม่แฟนอ๊อฟขนดกมาก มาก มากและมาก เคยเห็นรักแร้แล้วตกใจพาแกไปทำ
ยิงจนใกล้ครบคอร์สแล้วก็ยังไม่หมดเกลี้ยงเหมือนอ๊อฟ แต่น้อยและบางลงกว่าเดิม
ซึ่งต้องทำต่อไปอีกเกิน 8 ครั้ง กรณีนี้อ๊อฟว่าขึ้นอยู่กับเส้นขนของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ

เลเซอร์กำจัดขน (Laser Hair Removal) จะส่งพลังงานความร้อนผ่านลำแสงไปที่เส้นขน โดยรากขนระยะ
ที่โตเต็มที่ จะมีเซลล์เม็ดสีซึ่งสามารถดูดซับพลังงานความร้อนจากเลเซอร์ได้ เมื่อเซลล์รากขนดูดซับความร้อน
ในระดับหนึ่ง รากขนจะฝ่อตัวลง และหยุดการเจริญเติบโต ในการยิงแต่ละครั้งจะมีการปรับพลังงานให้เหมาะสม
ตามแต่ละสีผิวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การกำจัดขนด้วยเลเซอร์มีประสิทธิภาพสูงสุด
ซึ่งเจ้าเลเซอร์ YAG เนี่ยจะจับเม็ดสีเข้มได้ดีมากYAG Laser เป็นเลเซอร์ที่มีสามารถทำลายรากขนได้ดีและมี
ประสิทธิภาพเหมาะสำหรับคนทุกสีผิว โดยไม่ทำลายผิวหนังบริเวณข้างเคียงระหว่างการยิง
เรียกได้ว่ารอยไหม้ รอยเบิร์นระหว่างการยิงแทบไม่มีเลย

วิชาการมาเยอะ คราวนี้มาฟังประสบการณ์เน้นๆ กันดีกว่าเนอะ ตอนไปทำเนี่ยเราไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับขนเลย
ไม่ต้องอายว่าขนจะดกดำ ยุ่งฟูหรือรกรุงรัง ปล่อยเอาไว้แบบนั้นแหละ ไม่ต้องอาย นอนกดๆ มือถือไปแป๊ปเดียว
เงยหน้ามาก็เสร็จแล้ว มาถึงขั้นตอนแรกพี่เค้าจะจัดการโกนขนให้เอง ของอ๊อฟเอาออกทั้งหมด
เรียกได้ว่าโกนแบบเกลี้ยงเกลาเลยแหละ ทุกซอกทุกมุม หลังจากนั้นแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 40 – 60 นาที
ถ้าใครสตรองไม่ต้องแปะยาชาก็ได้นะ เพราะค่าแปะยาชาจะไม่รวมกับค่าเลเซอร์ ถ้าใช้ยาชาที่คลีนิคจะเสียเงิน
ครั้งละ 500 บาท แต่ทางคลีนิคแนะนำว่าให้ไปซื้อยาชาข้างนอก รู้สึกจะชื่อว่า EMLA Cream 5% ข้างนอกราคา
มันจะมาณ 600-800 บาท ซึ่งใช้ได้ 2-3 ครั้งเลย จะคุ้มกว่ามาเสียค่ายาชากับทางคลีนิคเป็นรายครั้ง
อ๊อฟเคยยิงทั้งแปะยาชาและไม่แปะยาชา จะบอกว่าไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก หลังๆ อ๊อฟไม่แปะเลย
ไม่ได้งกนะ 555 แต่ไม่อยากมานอนรอแปะยาชานานเป็นชม. ไหนๆ ก็เจ็บเหมือนกัน
กัดฟันอดทนแปปเดียวก็เสร็จแล้ว T.T  (ใครไม่สตรองไม่แนะนำเด้อ)

หลังจากนั้นพี่เค้าก็จะโปะเจลเย็นๆ เพื่อประคบให้เรา ยิ่งเย็นยิ่งดีเพราะเราจะรู้สึกชาและเจ็บน้อยลง
อ๊อฟนี่พอยิงไปรีเควสเจลเย็นเพิ่มเลย ได้แต่กรีดร้องอยู่ในใจ

” ถ้าให้บอกความรู้สึกมันจะเหมือนคนเอาหนังสติ๊กมายิงตรงนั้นซ้ำไปซ้ำมา ยิงเหมือนโกรธแค้นอะไรมา
ยังไงยังงั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่ามันจะดีดๆ ร้อนๆ เจ็บๆ แปลบๆ ก็เจ็บอะแหละมายิงทุกครั้งก็เจ็บทุกครั้ง
แต่ถามว่าทนได้มั้ยก็ทนได้นะ ไม่ได้เจ็บถึงขนาดทนไม่ไหว ระหว่างยิงก็ขาหงิกขางอ มือเท้าเกร็งกันไป
พี่พนักงานก็น่ารักมาก จะมานวดขา บีบขา ชวนคุยเบี่ยงเบนความสนใจให้เราไม่รู้สึกเจ็บ
ถามว่าได้ผลมั้ย….ม่ายยยยยยยยยยย  ยังเจ็บอยู่เหมือนเดิมแต่รู้สึกดี (ยิ้ม)
เราจะยิงกันทั้งหมด 2 รอบ รอบที่ 1 ยิงจนทั่วแล้วรอบที่ 2 มาเน้นเก็บรายละเอียดอีกที
ซึ่งใช้เวลาไม่นานค่ะ 15 -20 นาทีก็เรียบร้อย สำหรับการทำเลเซอร์กำจัดขนน้องสาว “

หลังจากยิงเสร็จพี่เค้าก็จะทายาให้ กลับมาบ้านก็ไม่ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษแค่งดใช้สบู่
หรืออะไรที่เป็นกรดเท่านั้นเอง สำหรับอ๊อฟยิงเสร็จมันก็จะแดงๆ เจ็บๆ ระบมนิดหน่อย
แต่ไม่มีอาการแสบร้อนหรือว่าผิวไหม้จากการยิง ซึ่งวันสองวันรอยแดงหรืออาการเจ็บก็จะหายไปเอง
แต่หลังยิงเลเซอร์ผิวจะแห้งขึ้นและลอกเป็นขุยได้ ไม่ได้เฉพาะน้องสาว แขนขาอ๊อฟยิงมาผิวก็แห้งมากกว่าเดิม
ดังนั้นหลังทำเลเซอร์ประมาณ 1 – 3 วัน ควรใช้ครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
ปล. แต่ตรงนั้นอ๊อฟไม่ได้ทาครีมอะไรนะ ปล่อยฟรีสไตล์
มาถึงตรงนี้แล้ว รู้นะคิดอะไรอยู่ ใครอยากดู Before และ After
ให้ดูรูปเงาะไปก่อนเนอะ อารมณ์คล้ายๆ กัน

“สรุปคือ อ๊อฟทำมาทั้งหมด 7 ครั้งแล้ว เหลือแค่อีกครั้งเดียวก็จะครบคอร์ส คือ ตั้งแต่ครั้งที่ 3
ขนน้องสาวของอ๊อฟก็ขึ้นมาน้อยมากแถมเส้นขนก็บางลงไม่แข็งเหมือนก่อน มีความเรียบเนียนขึ้น
และรู้สึกสะอาดสบายไม่อับชื้น ช่วงแรกก็จะโล่งๆ แต่หลังๆ บอกเลยว่าชิน เหมือนกลับไปเป็นเด็กน้อยอีกครั้ง
ยิ่งวันนั้นของเดือนนะ ไม่มีกลิ่นอับเลย ดูแลรักษาทำความสะอาดง่าย…คือ ถ้ารู้ว่าดีแบบนี้รู้งี้ทำนานแล้ว “
ถ้าใครกำลังหาข้อมูลกำจัดขนจะทำไม่ว่าจะเป็น Bikini Line หรือ Whole Bikini แบบอ๊อฟหรือจะเป็นหนวด
ขนแขน ขนขาอ๊อฟแนะนำว่าทำเลยมันดีมากกกก ส่วนขนตรงนั้นรวบรวมความกล้า ฮึบนึง ไม่ต้องอาย
เพราะพี่พนักงานที่ยิงเลเซอร์เป็นผู้หญิงทั้งหมดเลยถ้าอายก็ก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือไปเหมือนอ๊อฟ
ปล่อยตัวตามสบายไม่ต้องเกร็งมาถึงจุดนี้แล้ว มันเป็นเรื่องของสุขอนามัยเนอะ
ถ้าใครสนใจก็ลองเชคโปรโมชั่นกับทาง APEX PROFOUND BEAUTY ดูนะคะ
เค้ามีโปร ออกมาเรื่อยๆ ส่วนรีวิวหน้าจะมาแชร์ประสบการณ์อะไรอีก อย่าลืมติดตามกันน้าาาา

https://www.facebook.com/ApexProfoundBeauty/

 สอบถามเพิ่มเติมที่ไลน์@ คลิก
http://line.me/ti/p/%40apexbeauty
ผมร่วง ผมบาง เป็นปัญหาหนักอกหนักใจของใครหลายคน ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้ชายที่กังวลเท่านั้น
แต่ผู้หญิงที่ผมยาวๆ ผมหนาๆ อย่างเราก็กังวัลไม่แพ้กัน ไม่ว่าทำทรีทเม้นท์
อบไอน้ำหรือสปาผม อ๊อฟก็ทำมาแทบจะหมดแล้วทั้งนั้น แต่ผมก็ยังไม่หยุดร่วงสักที จริงๆ ก็ปรึกษาคนรอบข้าง
เกี่ยวกับเรื่องผมร่วง มีทั้งให้ตัดผมสั้นบ้าง ใช้เซรั่มบ้าง หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติบ้าง
และทันทีก็คิดได้ว่าสมุนไพรธรรมชาติของเรานี่แหละ ที่จะแก้ผมร่วง ผมบาง ของเราได้ดีที่สุด
 วันนี้อ๊อฟเลยจะมารีวิวแชมพูที่อ๊อฟได้มาลอง เค้าบอกว่าเหมาะสำหรับผมอ่อนแอขาดหลุดร่วง
นั่นก็คือแบรนด์ FALLES นั่นเอง ซึ่งตัวแชมพูมีทั้งหมด 2 สูตร ด้วยกัน
1. FALLES Hair Reviving Shampoo  Healthy & Strong formula สำหรับผมร่วง (สูตรสำหรับผมธรรมดา-ผมมัน)
2. FALLES Fullness Hair Reviving Shampoo สำหรับผมแห้งขาดการบำรุง (สูตรผมหนานุ่ม)
 FALLES  Hair Reviving Shampoo Healthy & Strong formula สำหรับผมร่วง (สูตรสำหรับผมธรรมดา-ผมมัน)
 แชมพูที่ช่วยดูแลปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะด้วยการทำความสะอาดขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน
ซึ่งเป็นสาเหตุให้รากผมอ่อนแอและเกิดอาการคันศีรษะ โดยไม่ทำลายความสมดุลและความชุ่มชื่นตามธรรมชาติ
ทำให้สารอาหารเข้าไปบำรุงผม จึงทำให้เส้นผมดูมีสุขภาพดี  เหมาะสำหรับผมธรรมดา – ผมมัน
FALLES  Fullness Hair Reviving Shampoo สำหรับผมแห้งขาดการบำรุง (สูตรผมหนานุ่ม)
ซึ่งแชมพูสูตรนี้ก็เหมือนกับแชมพูสูตรแรกแทบจะทุกอย่าง ที่เพิ่มเข้ามานอกจากการบำรุงผมเป็นพิเศษแล้ว
ยังเพิ่มมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยให้ผมนุ่มลื่น จัดทรงง่ายเข้ามาอีกด้วย เหมาะสำหรับผมแห้งขาดการบำรุง
ปกติเวลาเราซื้อแชมพูแพคเกจมันก็จะมาเป็นขวดอย่างเดียว แต่ฟอลเลสเค้ามีกล่องใส่ด้วย
ที่พิเศษไปกว่านั้น เค้ามีอักษรเบรลล์ทั้งบนกล่องและขวดแชมพูอีกด้วย ใส่ใจผู้บริโภคจริงๆ
 อย่างที่บอกว่าฟอลเลสเค้ามีสารสกัดจากธรรมชาติ คือ น้ำมันสกัดเย็นจากผิวมะกรูด (Kaffir Lime Essence)
ซึ่งประโยชน์ของน้ำมันผิวมะกรูดสามารถช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผม
ช่วยป้องกันและดูแลผมขาดหลุดร่วงทำให้ผมนุ่มลื่น
 (สูตรสำหรับผมธรรมดา-ผมมัน)
ลักษณะของแชมพูจะเป็นเนื้อเจลใสๆ มีกลิ่นหอมของมะกรูด อ๊อฟว่ากลิ่นมันหอมสดชื่น
เหมือนเวลาเราเดินเข้าไปนวดแผนไทย สปา อโรมา อะไรประมาณนั้น ดูผ่อนคลายดี
แต่สระออกมาแล้ว ตอนผมแห้งกลิ่นของมะกรูดเบาบางมาก แทบจะไม่มีกลิ่นเลยต้องเข้ามาดมใกล้ๆ ถึงจะได้กลิ่น
 (สูตรผมหนานุ่ม)
อีกสูตรลักษณะของแชมพูจะเป็นสีขาวขุ่น ค่อนข้างเข้มข้น มีกลิ่นหอมของมะกรูดเช่นเดียวกัน
ลักษณะผมของอ๊อฟ สมัยก่อนอ๊อฟเป็นคนผมยาว เส้นใหญ่และหนาพอสมควร แต่พออายุเพิ่มมากขึ้น
มีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน การรับประทานอาหาร หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับ
สภาพหนังศีรษะและเส้นผม  ผมเคยทำสีหรือโดนสารเคมีบ่อยๆ ผมตอนนี้เลยบางลง
บางเส้นรากผมหลุดร่วงออกมาด้วย จะเห็นเป็นสีขาวจุดเล็กๆ ที่โคนผมตามภาพ
ผมร่วงทุกวันติดเสื้อผ้า ที่นอน พื้นและเวลาอาบน้ำ
 ทางแบรนด์เลยให้แชมพูอ๊อฟมาทดลองใช้และรีวิวประสบการณ์หลังการใช้ 7 วัน
แต่อ๊อฟใช้ต่อไปจนครบ 14 วัน หรือสองสัปดาห์จนมาถึงทุกวันนี้ และยังใช้ตัวอื่นของเค้าเพิ่มด้วย
อ๊อฟว่า 14 วันหรือมากกว่านั้นเป็นระยะทดลองที่กำลังดี สามารถสรุปผลอะไรได้พอสมควร
 ความรู้สึกหลังทดลองใช้แชมพู  ส่วนตัวอ๊อฟชอบนะ อะไรที่เป็นสมุนไพรไทยหรือเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ
ฟองแชมพูก็ไม่ค่อยเยอะ ล้างออกเกลี้ยงดี ยิ่งตอนสระผมรู้สึกว่ากลิ่นของมะกรูดมันหอมสดชื่น ทำให้อารมณ์ดี
(หลังสระผม/เป่าผมธรรมดา) 
หลังจากลองใช้มา 14 วัน อ๊อฟรู้สึกว่าถ้าใช้แค่แชมพูอย่างเดียว เวลาจับหรือสัมผัสเส้นผม
ผมมันจะกระด้างและแห้งไปนิดนึง คงเป็นเพราะฟอลเลสเค้าปราศจากซิลิโคน ซึ่งเจ้าซิลิโคนนี่แหละ
เป็นตัวการทำให้ตกค้างล้างออกไม่หมด ซิลิโคนก็จะเข้าไปเคลือบปิดรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการอุดตัน
บางคนสิวขึ้นตามกรอบหน้า หน้าผากหรือไรผม นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุให้ผมร่วงหรือผมบาง
เนื่องจากเซลล์รากผมไม่ได้รับสารอาหารรากผมจึงอ่อนแอทำให้ผมร่วงง่ายขึ้นกว่าเดิม

แต่อย่างที่บอกว่าถ้าใช้แชมพูเดี่ยวๆ จะรู้สึกว่าผมแห้งไปหน่อย ควรใช้ควบคู่กับครีมนวดของเค้าด้วย
หรือจะใช้อีกสูตรที่ช่วยเพิ่มความนุ่มลื่นและบำรุงผมเป็นพิเศษก็ได้เช่นกัน

ส่วนเรื่องผมร่วงอาจจะยังไม่เห็นชัดมาก แต่ก็รู้สึกได้ว่าผมร่วงตามพื้นห้องนอน ติดตามหวี
ตามห้องน้ำ หรือตอนสระผม ร่วงน้อยลงกับตอนที่ไม่ได้ใช้แชมพู ที่เห็นได้ชัดคือ หลังสระผมเสร็จ
รู้สึกหนังศีรษะสะอาดขึ้น เบาสบายหัว ผมไม่พันกัน รู้สึกว่าผมมันน้อยลง ปกติผมจะมันเร็วมาก
แปปเดียวก็ต้องสระผมแล้วแต่พอใช้แชมพูฟอลเลสผมมันช้าลง ไม่ต้องสระผมบ่อย ชอบจริงๆ 555
 สรุปๆๆๆ เป็นแชมพูแก้ผมร่วงที่ราคาน่ารัก หาซื้อง่าย ตาม 7/11 หรือบิ๊กซีแถวบ้านก็มี
(แต่ตัวแฮร์โทนิคใช้ดีมาก ทำไมไม่เอามาขายใน 7 บ้าง T.T)
ผลลัพธ์ค่อนข้างโอเค ควรใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องถึงจะเห็นผลลัพธ์และแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น
สุดท้ายนอกจากจะเลือกใช้แชมพูที่เหมาะกับเส้นผมแล้ว การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง
ยังสามารถลดอาการผมร่วง ผมบางหรือผมไม่แข็งแรงได้อีกด้วยนะคะ

#fallesdaretotry #falless #daretotry

  sponsored by falles

http://www.falles.co.th/

สาวๆ เคยเป็นมั้ยคะ เวลาที่เราเป็นประจำเดือนแล้วทำให้เรามีข้อจำกัดให้ไม่สามารถทำอะไรอย่างที่เราต้องการ
ทำได้ เช่น ว่ายน้ำ , โยคะ หรือทำกิจกรรมลุยๆ แต่สำหรับอ๊อฟไม่มีปัญหาเลยค่ะเพราะเราได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว
แต่กว่าจะผ่านจุดนั้นมา ก็เล่นเอาเหงื่อตก ถอดใจไปหลายวันเลยทีเดียว

วันนี้เลยมาขอเล่าประสบการณ์การใส่ผ้าอนามัยแบบสอดของอ๊อฟให้อ่านกัน อ๊อฟเคยได้ยินว่ามีผ้าอนามัย
แบบสอดมานานมากแล้ว แต่เอาจริงๆ ตอนนั้นไม่รู้ว่าเค้าใช้ทำอะไร เลยไม่ได้สนใจ เวลาที่มีประจำเดือน
หรือต้องทำกิจกรรมลุยๆ ก็จะอดทำทุกที มีอยู่วันนึงไปทะเลกับเพื่อนแล้วดันแจคพอตเมนส์มาพอดี
หมดกันชุดว่ายน้ำที่เตรียมมา เลยได้แต่ทำหน้าหงอยๆ นอนเล่นมือถือไป จนเพื่อนเข้ามาทักและถามว่า
ทำไมไม่ไปเล่นน้ำ อ๊อฟก็ตอบว่าเป็นเมนส์เค้าลงน้ำได้ที่ไหนล่ะ ขืนลงไปเลือดนองเต็มทะเลพอดี 55
พอเพื่อนได้ยินคำตอบก็สวนกลับมาว่าแกเป็น blogger ภาษาอะไรวะ ไม่รู้จักผ้าอนามัยแบบสอด
ผ้าอนามัยแบบสอดเค้าใส่แล้วว่ายน้ำได้ย่ะ พอได้ยินอ๊อฟก็ตกใจ ไอผ้าอนามัยแบบสอดอะรู้เคยได้ยินชื่อ
แต่ไม่รู้ว่ามันทำแบบนั้นได้ด้วยหรอ ไม่รอช้าเลยขอของเพื่อนไปใส่โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันใส่ยังไง

หน้าตามันก็เป็นแบบแท่งเล็กๆ นิดเดียว ตอนนั้นคิดแค่ว่ามันจะใส่เข้าไปได้ยังไง ได้แต่อ่านวิธีหลังกล่อง
เค้าบอกว่าอย่าเกร็งให้ทำตัวสบายๆ จะทำให้ใส่ง่าย นี่เปิดเพลงเลยจ้า เพลงมาขนาดนี้ผ่อนคลายแน่นอน
สรุปว่ายัดไม่เข้า 555 ยัดไปนิดเดียวก็หลุดออกมา ไม่ว่าจะนั่งยองๆ ก็แล้วยกขาพาดชักโครกก็แล้ว
ออกมานอนใส่ก็แล้วไม่สามารถใส่เองได้เลย ไม่สามารถทนดูภาพเหล่านั้นของตัวเองได้เลยถอดใจไปก่อน
หลังจากนั้นก็กลับหาข้อมูลของผ้าอนามัยแบบสอด เค้าบอกว่าต้องเลือกแบบที่มี ” เครื่องช่วยสอด “
จะทำให้ใส่ง่าย มือใหม่ก็ใส่ได้ พอลองแบบที่มีเครื่องช่วยสอดก็ใส่ได้ง่ายจริงๆ ไม่ยากอย่างที่คิดเลย
หลังจากนั้นก็ใช้มาตลอดเพราะรู้สึกว่าใส่แล้วสบายเหมือนไม่ได้ใส่ มันคล่องตัว จะลุกจะเดิน กระโดด
หรือออกกำลังกายก็ไม่ต้องระวังว่าผ้าอนามัยจะขยับมั้ย จะเลอะเทอะเปอะเปื้อนหรือเปล่า
เวลาแต่งตัวไปงานก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเห็นรอยหรือขอบของผ้าอนามัยเวลาใส่แผ่นยาวๆ

สำหรับใครยังไม่เคยลองและกำลังคิดจะลอง วันนี้อ๊อฟมีผ้าอนามัยแบบสอดมาแนะนำค่ะ Tamme’
ผ้าอนามัยแบบสอดแทมเม่ เป็นผ้าอนามัยแบบสอดที่ใช้ซึมซับประจำเดือนโดยการสอดเข้าไปในช่องคลอด
ออกแบบมาสำหรับมือใหม่และสาวเอเซียโดยเฉพาะ มาพร้อมกับแอปลิเกเตอร์อุปกรณ์ช่วยสอดใส่

มีให้เลือก 3 ขนาดด้วยกันคือ 3 ขนาดที่ว่านี้ไม่ใช่ไซส์ของน้องสาวเรานะคะ อย่าเข้าใจผิด รู้นะคิดอะไรอยู่
3 ไซส์ที่ว่านี้หมายถึงปริมาณของประจำเดือนของเราค่ะ แหมๆๆ คิดไปไกลเลย
MINI SIZE  สำหรับวันมาน้อย (1 กล่อง 16 ชิ้น ราคา 184 บาทไม่รวมค่าจัดส่ง)
REGULAR SIZE สำหรับวันมาปกติ (1 กล่อง 16 ชิ้น ราคา 184 บาทไม่รวมค่าจัดส่ง)
SUPER SIZE สำหรับวันมามาก (1 กล่อง 16 ชิ้น ราคา 184 บาทไม่รวมค่าจัดส่ง)
จริงๆ มันก็เหมือนกับผ้าอนามัยทั่วไปที่มีแบบสำหรับกลางวัน มาน้อยมาปกติ
หรือแบบกลางคืนมามาก อย่างที่เราเห็นๆ กันในท้องตลาดหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป

ลักษณะหน้าตาของผ้าอนามัยแบบสอดที่มีเครื่องช่วยสอด หน้าตามันก็จะเป็นแบบนี้
เป็นแท่งพลาสติกที่มีผ้าอนามัยอยู่ข้างใน ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมาย ไม่ต้องตกใจกลัวไปค่ะ
ใช้ง่าย ใส่ง่ายเพราะตัวแท่งพลาสติกจะลื่นเลยทำให้ใส่เข้าไปได้ง่ายกว่าแบบที่ไม่มีเครื่องช่วยสอด

ตัวผ้าอนามัยด้านในแท่งสอดหน้าตาก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ อ๊อฟแนะนำว่าควรเลือกให้เหมาะสมกับวันนั้นของเดือน
เช่นมาน้อยก็เลือกใช้แบบน้อย มามากก็ใช้แบบมาก ส่วนตัวอ๊อฟก็ใช้สลับไปมาทุกไซส์ ถ้าวันแรกก็จะใช้แบบ
มาปกติ REGULAR SIZE พอวันที่ 2 -3 ก็จะใช้แบบ SUPER SIZE เพราะประจำเดือนเริ่มมาเยอะแล้ว
หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนกลับมาใช้ไซส์ MINI SIZE เพราะประจำเดือนใกล้จะหมด
ผ้าอนามัยแบบสอดหรือแผ่นเหมือนกันคือควรเปลี่ยนทุกๆ 4 – 6 ชม. เพื่อความสะอาดและไม่อับชื้นค่ะ
ส่วนใครยังนึกภาพวิธีใส่ไม่ออก อ๊อฟมีวิธีใส่มาบอกกันค่ะ

1.ก่อนใส่ทุกครั้งล้างมือให้สะอาดนะคะ นั่งท่าที่สบายๆ ไม่ต้องเกร็งหรือเครียดแล้วแยกขาออกค่ะ
2. ใช้มืออีกข้างหนึ่งเปิดช่องอวัยวะเพศ หันปลายหลอดให้ตรงกับปากช่องคลอด หายใจออกเบาๆ
เป่าปากนิดๆ ก็ได้ค่ะ และใส่อุปกรณ์ช่วยสอดเข้าไปในช่องคลอดจนถึงบริเวณโคนหลอด
ทริคการใส่ของอ๊อฟคือ ใส่ให้ลึกไปประมาณนึง แต่ไม่ต้องลึกมากนะคะ เอาเป็นว่าใส่ไปแล้วความรู้สึกมันจะบอก
3. ดันส่วนก้านหลอดเพื่อส่งให้ผ้าอนามัยเข้าไปในช่องคลอดจนถึงปากมดลูก
ถ้าใส่แล้วรู้สึกไม่สบายแสดงว่าอาจจะใส่ผ้าอนามัยผิดตำแหน่ง ให้ดึงออกแล้วสอดใหม่อีกครั้งค่ะ
4. วิธีถอดนั่งแยกขาในท่าสบายๆ บนชักโครกหรือจะนั่งยองๆ ก็แล้วแต่ความถนัดค่ะ แล้วดึงเชือกออกมา
เคล็ดลับ ถ้านั่งยองๆ แล้วเบ่งไปด้วย ตอนดึงเชือกจะดึงได้ง่ายกว่าปกติค่ะ

เป็นยังไงคะ ผ้าอนามัยแบบสอดไม่น่ากลัวและใส่ยากอย่างที่คิดเลย ส่วนตัวแล้วอ๊อฟชอบนะ
เพราะมันสามารถทำอะไรที่อยากทำได้ไม่ต้องมานั่งกังวลพอถึงวันนั้นของเดือนจะทำอะไรไม่ได้
กลายเป็นว่า เป็นวันนั้นทีไรก็ต้องหยิบแบบสอดมาใช้ทุกที สำหรับสาวๆ ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ
Tamme’ ผ้าอนามัยแบบสอดแทมเม่ ตอนนี้มีวางจำหน่ายทางออนไลน์แล้วนะคะ
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่แฟนเพจหรือเวปไซต์ตามลิงก์ข้างล่างได้เลยค่ะ
FACEBOOKTAMME
WEBSITE

 

TAMME

 

สวัสดีค่ะ วันนี้อ๊อฟจะมารีวิวนมอัลมอนด์ยี่ห้อต่างๆ ที่อ๊อฟทานอยู่ ซึ่งอย่างที่รู้ว่านมอัลมอนด์นั้นกำลังเป็นที่นิยม
ในหมู่คนที่ดูแลสุขภาพ และยังเหมาะกับคนที่กำลังลดหรือควบคุมน้ำหนักเพราะเค้าแคลลอรี่ไม่เยอะ
แถมยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่แพ้นมวัวอีกด้วย
ประโยชน์ของนมอัลมอนด์นั้นมีเยอะแยะมากมาย เพราะเค้าอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุและไขมันดีที่มีประโยชน์
ต่อร่างกาย แถมยังช่วยลดน้ำหนักได้อีก จะทานก่อนหรือหลังออกกำลังกายก็ยังได้ นอกจากจะช่วยบำรุง
ร่างกายแล้วยังช่วยบำรุงผิวพรรณเพราะเค้ามีทั้งวิตามิน B,D และ E
บอกประโยชน์ไปก็คงไม่หมดเอาเป็นว่าประโยชน์มันเยอะมากกกก
เอาเป็นว่ามาดูกันว่ายี่ห้อไหนทานแล้วอร่อยบ้าง
มาเริ่มกันที่ยี่ห้อแรก 137degrees ซึ่งยี่ห้อนี้เป็นยี่ห้อแรกที่อ๊อฟเริ่มทานเลย ไปเห็นมาที่ LAWSON แถวบ้าน
กล่องน่ารักดีไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป จับสะดวก มีให้เลือกหลายรส ซึ่งราคาจะสูงกว่าอีกสองยี่ห้อที่อ๊อฟทานมา
รู้สึกกล่องละ 20 กว่าบาท แต่ละรสราคาไม่เท่ากัน จุดเด่นที่ทางแบรนด์บอก เค้าบอกว่าใช้ถัวเมล็ดเต็มจริง
มาคั้นสด 100% เท่านั้น ใช้ถั่วในปริมาณมากกว่า ไม่ผสมถั่วเหลือง นมวัวหรือน้ำตาลทราย ที่สำคัญโซเดียมต่ำ

137degrees Almond Milk original unsweetened (รสดั้งเดิมไม่หวาน) 60 แคล

ถ้าใครยังไม่เคยกินนมอัลมอนด์ก็จะรู้สึกแปลกๆ หน่อย เพราะมันจะไม่เหมือนนมวัวหรือนมถั่วเหลืองเลย สัมผัสแรกที่จะได้รับคือกลิ่นหอมๆ จากอัลมอนด์ ความเข้มข้นของนม รสนี้ปราบเซียนมากเพราะมันไม่หวานเอาซะเลย ถ้าใครเริ่มทานนมอัลมอนด์ครั้งแรก  ไม่แนะนำแบบไม่หวานค่า เพราะถ้าไม่เกลียดไปเลยก็อาจจะชอบไปเลยเหมือนกัน

137degrees Pistachio Milk sweetness from organic coconut flower nectar(นมพิสตาชิโอ) 60 แคล

ต่อมาเป็นนมพิสตาชิโอ ตัวนี้จะรสชาติหวานน้อยเพราะเค้ามีความหวานจากเกสรดอกมะพร้าว ถึงจะหวานแต่ไม่ได้หวานมาก จะหวานแบบจางๆ มีกลิ่นหอม ทานง่ายหน่อย ตัวนี้อร่อยเลยสำหรับอ๊อฟ

137degrees belgian Chocolate with Pistachio Milk(นมพิสตาชิโอรสช็อคโกแลต) 70 แคล

ตัวนี้เป็นนมพิสตาชิโอสูตรเบลเยี่ยมช็อกโกแลต ซึ่งช็อคโกแลตเป็นแบบเข้มข้นมากกก กินครั้งแรกถึงกับสะอึกเลย เพราะมันออกขมๆ จืดๆ แถมไม่อร่อยเลยสักนิด ต้องขออภัยคนที่ชอบช็อคโกแลตด้วย ตัวนี้อ๊อฟว่าไม่ผ่านเลย 555

137degrees Walnut Milk sweetness from organic coconut flower nectar(นมวอลนัทหวานน้อย) 60 แคล

สุดท้ายเป็นนมวอลนัท กลิ่นก็จะหอมๆ และหวานน้อยเช่นเคย แต่ทำไมอ๊อฟรู้สึกว่านมวอลนัทตัวนี้จืดกว่านมพิสตาชิโอ แต่ก็ยังโอเคกว่ารสช็อคโกแลตละกัน ทานได้หมดกล่อง

ปกติทานแต่อัลมอนด์ของ Blue Diamond พอเค้าทำนมอัลมอนด์ออกมาก็ไม่รอช้าที่จะลอง เค้าวางขายที่ 7/11
ราคาไม่เกิน 20 บาท ซึ่งนมอัลมอนด์ของบลูไดมอนด์เค้าผลิตจากเมล็ดอัลมอนด์แท้นำเข้าจากแคลิฟอเนียร์
ปราศจากคลอเรสตอรอลและไม่มีส่วนผสมของนมเหลืองและนมวัวเช่นกัน

Blue Diamond Almond Breeze Almond Milk Unsweetened original(รสดั้งเดิมไม่หวาน) 25 แคล

จุดเด่นของยี่ห้อนี้อ๊อฟว่าทานง่าย สำหรับรสออริจินัลจะไม่หวานเลย และนมอัลมอนด์ของยี่ห้อนี้จะไม่เข้มข้น หนืดหรือฝืดคอ มีกลิ่นหอมบางๆ ของอัลมอนด์ อารมณ์เหมือนกินนมจืดประมาณนั้นเลย

Blue Diamond Almond Breeze Almond Milk Original(รสดั้งเดิมหวานน้อย) 45 แคล

ตัวนี้จะมีความหวานเล็กน้อย ไม่ได้หวานมากมาย อ๊อฟว่ากำลังดี กลิ่นหอมๆ ของอัลมอนด์และความหวานเบาๆ ลงตัว แช่เย็นๆ ทานแล้วสดชื่น

Blue Diamond Almond Breeze Almond Milk Vanilla Flavor(รสวานิลา) 60 แคล

ตัวนี้กรี๊ดมาก เพราะเป็นคนชอบกลิ่นวานิลา ชอบทานนมวานิลา มันจะหวานแบบนัวๆ ไม่ได้หวานเลี่ยน หวานหอม อร่อยอะ ชอบบบบ

Blue Diamond Almond Breeze Almond Milk Chocolate Flavor(รสช็อคโกแลต) 70 แคล

มาถึงรสช็อกโกแลต โดยรวมก็จะอารมณ์เหมือนโกโก้แบบหวานน้อย ตัวนี้อาจจะไม่ได้กลิ่นหอมของอัลมอนด์เท่าไหร่ เพราะกลิ่นของโกโก้มันกลบแต่ก็อร่อยเหมือนกัน ดีกว่าของ 137degrees เยอะเลย

มาถึงน้องใหม่อีกแบรนด์นึง ถ้าบอกชื่อก็คงร้อง อ๋อ เพราะเค้าเด่นในเรื่องน้ำผลไม้ นั่นก็คือ MALEE นั่นเอง
มาวันนี้เค้าทำน้ำ(นม)อัลมอนด์ออกมา ซึ่งเหมือนเดิมไม่มีส่วนผสมของนมผงและถั่วเหลือง
อ๊อฟซื้อมาจาก 7/11 แถวบ้าน ราคากล่องละ 25 บาท ไม่รู้ตอนนี้มีโปรโมชั่นหรือเปล่า

Malee Almond drink Honey with Vanilla Flavor (รสน้ำผึ้งวานิลา) 

อึกแรกที่ชิม ถึงกับอุทาน นี่มันน้ำอะไรเนี่ย ไม่อร่อยเลย สาบานว่าทานไม่หมดกล่อง อัลมอนด์แบบจางมากกก จางแบบสุดๆ แถมดันผสมน้ำผึ้งเข้ามาอีก ไม่เข้ากันอย่างแรง อย่าโกรธหนูน้าาา เพราะมันไม่อร่อยจริงๆ 

Malee Almond drink Original (รสดั้งเดิม) 80 แคล

หลังจากที่ลองรสน้ำผึ้งไปแล้ว ใจนึงก็ไม่อยากลองรสออริจินัลเลย แต่เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ปรากฎว่ารสออรินัลโอเคเฉยเลย แปลกใจมาก เป็นนมอัลมอนด์แต่มีกลิ่นเมล็ดทานตะวันเด่นมาก มีความหวานจากดอกมะพร้าว พอทานได้ไม่ถึงกับแย่

สรุป ทั้งหมดก็เป็นเพียงความเห็นของอ๊อฟเท่านั้น บางคนทานอาจจะบอกว่าอร่อย วันนี้อ๊อฟเพียงมารีวิวไว้เป็นไกด์ไลน์เผื่อใครอยากจะลองทานนมอัลมอนด์ สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่านมอัลมอนด์มันเหมาะเป็นมื้อว่าง มื้อเสริมระหว่างหรือ pre-workout มาก ไม่ควรทานเพื่อเป็นการลดน้ำหนักนะคะ ทานอาหารอะไรก็แล้วแต่อย่าลืมออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีและหุ่นสวยๆ กันนะคะ

สาวๆ หลายคนกลัวการทานข้าว เพราะคิดว่าการทานข้าวนั้นทำให้อ้วน จะบอกว่าไม่เป็นความจริงเลยค่ะ
ข้าวนั้นไม่ได้ทำให้เราอ้วน แต่กับข้าวที่มีน้ำมันเยอะๆ ของทอด ของมัน ของหวานมากกว่าที่ทำให้เราอ้วน
ดังนั้นสาวๆ ไม่ต้องกลัวการทานข้าวไป เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีข้าวไรซ์เบอรี่ผสมบุก ที่ช่วยให้เราอิ่มได้ยาวนาน
แถมแคลลอรี่เพียงแค่ 120 แคล นั่นก็คือ “ข้าวไรซ์เบอรี่ผสมบุก” ตรา ข้าวเบาเบา

บุกผสมข้าวไรซ์เบอรี่มาในรูปแบบซอง เป็นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์คนที่ต้องการควบคุมแคลลอรี่และปริมาณ
คาร์โบไฮเดรต ด้วยการนำข้าวไรซ์เบอรี่ชั้นดีจากจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นข้าวที่ปลูกแบบอินทรีย์มาผสมกับบุก
ซึ่งคุณสมบัติของบุกที่เรารู้กันดี คือ แคลลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูงและช่วยให้อิ่มยาวนาน

ตัวข้าวจะบรรจุอยู่ในซองสีม่วง ซึ่งสามารถฉีกรับประทานได้ทันที และสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี
โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็นซึ่งข้าวตราเบาเบา150 กรัม ให้แคลลอรี่เพียง 120 แคลลอรี่
ในขณะที่ข้าวขาว 150 กรัม ให้แคลลอรี่ถึง 250 แคลลอรี่

ตัวข้าวจะไม่เหมือนข้าวขาวที่เราหุงทานปกติ เพราะตัวข้าวเบาเบาจะมีความแฉะและหนึบเล็กน้อย
ไม่ได้ร่วนเป็นเม็ดสวยเหมือนข้าวสวยทั่วๆ ไป ข้าวไรซ์เบอรี่มีความหอม บวกกับบุกมีรสสัมผัสหนึบๆ นิ่มๆ
ทานง่าย อร่อย ถ้าคนชอบทานข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรี่ตัวนี้ตอบโจทย์มาก

ข้อดีคือ เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเพราะแคลลอรี่ไม่เยอะ ช่วยให้อิ่มยาวนาน
ไม่ต้องทรมานกับการจำกัดปริมาณอาหาร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายด้วยนะคะ

ข้าวเบาเบาราคา ซองละ 30 บาท 

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ วันนี้มีวิตามินแบรนด์น้องใหม่มาแะนำให้รู้จักกัน นั่นคือแบรนด์ Bewel เป็นวิตามินที่ช่วยดูแลสุขภาพ
และความงามเรียกว่าครบเลยทีเดียว วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ มีอย. รับรองและผลิตจากโรงงานที่ได้
มาตรฐานแน่นอน วันนี้อ๊อฟจะมาแนะนำวิตามินที่สาวๆ ควรพกไว้ติดตัว ไว้รับประทานมีทั้งบำรุงผิว
ดูแลสุขภาพร่างกายและดูแลหุ่นสวยๆ

บีเวล ไวน์ คิดนีบีน พลัสควบคุมนํ้าหนักด้วย 4 กลไกจากสารสกัดจากธรรมชาติ ตัวช่วยลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก
เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือไม่มีเวลาเลือกรับประทานอาหารตัวนี้จะช่วยไปดักจับไขมัน
และยังช่วยเร่งการเผลาผลาญ ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายด้วย
มีสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยในการลดนํ้าหนัก
 • 1 เม็ด หลายกระบวนการในการ ควบคุมนํ้าหนัก
• เพิ่มกระบวนการเผาผลาญ
• ลดการดูดซึมแป้งและไขมัน
• ช่วยทําให้อิ่มเร็วขึ้นสารอาหารที่สําคัญ
• ควบคุมแป้ง- สารสกัดจากถั่วขาว
 • เร่งการเผาผลาญนํ้าตาล- ส้มแขก โครเมียม
 • ดักจับไขมัน- สารสกัดจากกระบองเพชร
• เผาผลาญ- พริก ชาเขียว แอล-คาร์นิทีน, แอล-กลูตามีน, แอล-อาร์จีนีน,แอล-ไกลซีน, วิตามินบี 6, เคลป์สกัด

วิธีรับประทาน:ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร 15-30 นาที เช้า-เย็น1 ขวด 45 เม็ด ราคา 860 บาท

บีเวล นํ้ามัน พริมโรสออย 1000 มก.คุณประโยชน์ดีๆ เพื่อผ้หญิง ผิวชุ่มชื้น สุขภาพดี ด้วยสารอาหาร
จากธรรมชาติ ตัวช่วยสำหรับสาวๆ ที่มีอาการปวดประจำเดือน เน้นดูแลผิวและดูแลช่วยบรรเทาช่วงปวดท้อง
• คืนความอ่อนเยาว์พร้อมความชุ่มชื ้นสําหรับผิว
 • EPO มีสารที่เป็นส่วนประกอบหลักของเยี่อหุ้มเซลล์
• เพื่มวิตามินอี ช่วยดูแลผิวให้มีสุขภาพดีขึ้น
• ลดอาการของโรคผิวหนังอักเสบและโรคสะเก็ดเงิน
 • บรรเทาอาการก่อนมีรอบประจําเดือน เช่น อาการหงุดหงิด ปวดท้อง
• บรรเทาอาการปวดบวมและลดอาการอักเสบของข้อ
 • ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
• วัตถุดิบจากเนเธอร์แลนด์
 • ใช้กรรมวิธีการสกัดแบบเย็น เพื่อคงปริมาณสารอาหารอย่างครบถ้วน
• ปลูกแบบออร์แกนิค (สะอาด ปลอดภัย)
วิธีรับประทาน:วันละ 2 แคปซูล หลังอาหาร เช้า-เย็น1 ขวดมี 70 แคปซูล ราคาขวดละ 395 บาท

 บีเวล นํ้ามันรําข้าวและนํ้ามันจมูกข้าว ผสมนํ้ามันจมูกข้าวสาลี 1000 มก.คุณประโยชน์จากธรรมชาติ
เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงคุณประโยชน์จากนํำ้มันรําข้าว สิ่งดีๆ ที่คุณเลือก 
• ประโยชน์จากโอเมก้า 6 และ 9 จากนํ้ามันรําข้าว 
• ลดระดับโคเลสเตอรอล เพิ่มการไหลเวียนโลหิต 
• มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ผิวจากการถูกทําลายด้วยแดด
• ยับยั้งการทํางานของตัวสร้างเม็ดสีผิว 
• ในนํ้ามันรําข้าว มีวิตามินอี ช่วยให้ผิวแข็งแรง เก็บกักความชุ่มชื้นให้ผิว 
• ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ 
• ลดอัตราการเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุน
 • สําหรับผู้สูงอายุ ช่วยลดอาการผิดปกติของวัยทองได้อีกด้วย
• ดูแลสุขภาพทั่วไป

วิธีรับประทาน:วันละ 2 แคปซูล หลังอาหาร เช้า-เย็น 1 ขวดมี 70 แคปซูล ราคาขวดละ 790 บาท

สำหรับอ๊อฟทดลองทานไปเดือนกว่าจนจะสองเดือนแล้ว ต้องบอกว่าแต่ละตัวนั้นไม่แพ้แบรนด์ดังๆ เลย
ช่วยทั้งเรื่องความชุ่มชื้นของผิวพรรณ ให้ผิวพรรณกลับมาดูแข็งแรง ส่วนตัวที่ปลิ้มคือตัว 
Bewel White Kidney Bean Plus ตัวนี้กินก่อนทานอาหารมื้อหนักๆ ขนมนมเนย ฟาดแบบปอบ
น้ำหนักก็ยังเท่าเดิม ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยนะคะ ผลที่ได้อาจจะแตกต่างกัน
อ๊อฟทดลองรับประทานเพื่อเป็นข้อมูลเท่านั้นนะคะ
ผู้หญิงเรานอกจากจะดูแลรูปร่างหน้าตาแล้วจำเป็นต้องหันมาดูแลสุขภาพภายในกันบ้าง
เพราะปัจจุบันนี้เรารับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น อาหารขยะ อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ของทอด ของมัน
รวมไปถึงอาหารที่อาจมีสารพิษปนเปื้อนหรือตกค้างภายในร่างกาย จึงทำให้อ้วนหรือพุงป่อง
ไม่ใช่แค่คนอ้วนเท่านั้น คนผอมที่มีพุงป่องด้วยก็เช่นกันค่ะ

ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้อง DETOX เพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย เพื่อขับถ่ายสารพิษและสิ่งตกค้าง
และปรับสมดุลการทำงานของลำไส้ให้สะอาดและดียิ่งขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงควร DETOX
บางคนอาจจะเคยใช้วิธี Detox ที่แตกต่างกันไปอย่างอ๊อฟ เคยทำดีท๊อกซ์สวนล้างด้วยกาแฟ
เคยทานน้ำผลไม้อย่างเดียวเพื่อดีท๊อกซ์หรือสูตรต่างๆ ที่จะหาได้ในอินเตอร์เนต อ๊อฟก็เคยลองทำมาหมดแล้ว
วิธีการมันยุ่งยาก แถมต้องอดอาหารเลยทำให้ล้มเลิกไปและวันนี้อ๊อฟก็มีตัวช่วยที่จะมาดูแลสุขภาพ
ภายในร่างกาย ช่วยขจัดและขับของเสียนั่นก็คือ
SANDY DETOX 3 มิติ
มิติ 1 สุขภาพดี    มิติ 2 หุ่นเพียว   มิติ 3 ผิวขาวใส

SANDY DETOX 3 มิติ นวัตกรรมเครื่องดื่ม DETOX ที่ดีที่สุด ด้วยไฟเบอร์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น
เป็นไฟเบอร์ธรรมชาติ 100% พร้อมสารสกัดจากธรรมชาติที่ดีที่สุดจากทั่วโลก 19 ชนิด รวมไว้ในซองเดียว

SANDY DETOX 3 มิติ รวมเอาคุณสมบัติของ 5 สารประกอบหลักรวมเอาไว้ภายในซองเดียว
DETOX เพื่อสุขภาพลำไส้และระบบขับถ่าย มีเส้นใยอาหารที่ช่วยขับถ่ายสารพิษในลำไส้และช่วยลดน้ำหนัก
มีพรีไบโอติคที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ช่วยลดอาการท้องผูกและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลำไส้
BLOCK บล็อคการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลและดักจับไขมันใหม่ ช่วยดักจับไขมัน และลดความอยากอาหาร
BURN เร่งเผาผลาญไขมันส่วนเกินและลดการสะสมไขมัน ดึงไขมันเก่ามาใช้งานมากขึ้น ควบคุมน้ำหนักไม่โยโย่
WHITENING มีสารต้านอนุมูลอิสระชะลอไม่ให้แก่ก่อนวัย ยับยั้งการผลิตเม็ดสี ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส 
ANTIOXIDANT ช่วยขจัดสารพิษที่ตกค้างปรับสมดุลภายในร่างกาย ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล 
ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และยังช่วยลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของผิวหนังได้อีกด้วย
( SANDY DETOX 3 มิติ 1 กล่อง บรรจุ 10 ซอง)

วิธีรับประทาน SANDY DETOX 3 มิติ ก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ฉีกซองเทลงในน้ำดื่ม 1 แก้ว คนให้ละลาย
ทานก่อนอาหารเย็นหรือก่อนนอนตัวผงมีสีขาว ละลายง่ายในน้ำเย็น หรือน้ำในอุณหภูมิปกติ
เพียงแค่คนให้ละลายก็สามารถดื่มได้ทันที
(เคล็ดลับ : ทานต่อเนื่องอย่างต่ำ 7 – 15 วัน หลังจากนั้นสามารถลดเหลือ 1- 2 ซองต่อสัปดาห์ )

SANDY DETOX 3 มิติ แตกต่างจากยี่ห้ออื่นอย่างไร อ๊อฟคิดว่าต่างจากยี่ห้ออื่นตรงที่ไม่ใช่แค่ดีท๊อกซ์อย่างเดียว
แต่ยังช่วยควบคุมและลดน้ำหนักด้วยการ Block & Burn ดักจับแป้งและไขมันใหม่ และดึงเอาไขมันเก่า
ออกมาใช้งานให้ได้มากที่สุด แถมยังทำให้ผิวพรรณขาวใสสุขภาพดี นั่นคือความแตกต่าง
และเป็นที่มาของคำว่า 3 มิติ เพราะ SANDY สวยจากข้างใน ใสกว่าที่เป็น

SANDY DETOX 3 มิติ มีรสชาติหวานหอมเหมือนรับประทานน้ำผักผลไม้ ยิ่งผสมน้ำเย็นยิ่งอร่อยสดชื่น ดื่มง่าย
จะออกไปทางเข้มข้น มีสีเข้มไม่ใสเหมือนบางยี่ห้อ เนื่องจากมีปริมาณไฟเบอร์สูงถึง 7,600 mg 
(มีใยอาหารมากเหมือนรับประทานผัก 7 กิโลกรัม)
เหมาะกับคนไม่ชอบรับประทานผัก ขับถ่ายยาก ท้องผูก พุงป่อง มีกลิ่นตัวแรง มีสิวเขรอะ มีกลิ่นปาก

สำหรับคนที่ไม่ชอบทานผักผลไม้ จึงทำให้มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ขับถ่ายยากจนไปถึงท้องผูก
บางคนถึงต้องรับประทานยาถ่ายเพื่อช่วยให้ถ่ายออกมา ซึ่งเมื่อทานยาถ่ายไปมากๆ จะทำให้ดื้อยา
ไม่สามารถขับถ่ายเองได้มีอาการปวดบิด ซึ่งทำให้ทรมาน อย่างอ๊อฟก็เคยทานยาถ่ายมาก่อนจะรู้เลยว่า
ช่วงปวดบิดนั้นทรมานยังไงเมื่อได้มาลองทาน SANDY DETOX 3 มิติ จะบอกว่ามันทานง่ายมากเหมือนทานน้ำผัก
ผลไม้ทั่วไป และที่สำคัญทานแล้วไม่ปวดบิดก่อนจะถ่าย เหมือนขับถ่ายธรรมดา ไม่ได้ถ่ายแบบคนท้องเสีย
ตื่นมาก็เข้าห้องน้ำถ่ายเลย อาจจะถ่าย 2 – 4 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นลำไส้ของเรานั้นเป็นปกติค่ะ

SANDY FIBER DETOX จะช่วยทำความสะอาดและเพิ่มจุลินทรีย์ดีให้กับลำไส้ ทำให้ขับถ่ายสารพิษที่ตกค้าง
ภายในลำไส้ออกมา และช่วยปรับสมดุลการทำงานของลำไส้ โดยมีประโยชน์ด้วยกันถึง 7 ประการ
1. แก้ปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ขับถ่ายไม่ดี
2. ลดน้ำหนักอย่างถาวรไม่กลับมาโยโย่
3. ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น
4. ผิวพรรณสดใสแลดูเปล่งปลั่งเป็นธรรมชาติ
5. ลดคลอเรสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด
6. ป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้
7. ลดอาการท้องเสีย ขับถ่ายไม่ปกติ
(ด้วยนวัตกรรมสารสกัดไฟเบอร์เทคโนโลยีที่ดีที่สุดจาก Lab ญี่ปุ่น TAIYO KAGAGU) 

นอกจาก SANDY DETOX 3 มิติ จะช่วยขจัดสารพิษตกค้างในลำไส้แล้ว ให้พุงที่ป่องยุบลง
และมีหน้าท้องแบนเรียบซึ่งมันตอบโจทย์กับเสื้อผ้าของสาวๆ ในสมัยนี้มาก เพราะมีแต่ตัวเล็ก เอวลอยๆ
การมีหน้าท้องแบนราบ พุงไม่ป่องจึงทำให้ผู้หญิงอย่างเรามั่นใจมากขึ้น และยังช่วยควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
เรื่องนี้สำคัญเลย เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยควบคุมน้ำหนักอาทิ เช่น ไคโตซานจากเปลือกกุ้งลอบสเตอร์
ช่วยยับยั้งการดูดซึมของแป้งและไขมัน เร่งการเผาผลาญด้วย African mango, Garcinia extract,
L-carnitine, L-tartrate, Raspberry ketone, Chromium picolinate
และยังทำให้อิ่มเร็วด้วย fiber สูงจากประเทศญี่ปุ่น

” หลังจากที่อ๊อฟลองรับประทาน SANDY DETOX 3 มิติ ต่อเนื่อง ทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้นกว่าเก่า
เมื่อระบบภายในร่างกายดี ก็ส่งผลต่อพิวพรรณภายนอก ทำให้ผิวพรรณดูสดใสเป็นธรรมชาติ 
รู้สึกสบายตัว ตัวเบา หน้าท้องยุบ ที่สำคัญน้ำหนักยังลดอีกด้วย โดยไม่ต้องอดอาหารเลย “
การดูแลรักษาร่างกายนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว อ๊อฟยังเชื่อว่าการดูแลเลือกรับประทาน
อาหารที่มีประโยชน์ ทานผักผลไม้เยอะๆ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายเป็นประจำและพักผ่อนให้เพียงพอ
นั้นยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่บางคนอาจจะไม่มีเวลาในการดูแลตัวเองเพราะต้องทำงานหนัก เหนื่อยจากการเดินทาง
จึงให้รางวัลตัวเองด้วยการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์พอสะสมเข้ามากๆ ก็เป็นไขมัน และโรคอ้วน
บางคนถึงหันไปทานยาลดน้ำหนักเพื่ออยากผอมวิธีเหล่านั้นก็ยังมีคนทำอยู่ ดังนั้น SANDY DETOX 3 มิติ
จึงคัดสรรวัตถุดิบดีๆ ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติปราศจากตัวยาและสารเคมี กลายมาเป็น 3D-DETOX สูตรพิเศษ
ให้ความรู้สึกเหมือนทานผักผลไม้ทานวิตามินออกมาเป็นตัวช่วยสำคัญในการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่ดูแล
แค่ระบบขับถ่ายอย่างเดียว ยังช่วยลดน้ำหนักและช่วยให้ผิวพรรณของเราขาวใส ชอบตรงที่ทานง่าย
รสชาติอร่อย พกสะดวกหรือถ้าอยากลดน้ำหนักก็ทานแทนมื้อเย็นได้อีกด้วย

 

สวัสดีค่ะ นอกจากอ๊อฟจะเป็น Beauty Blogger แล้ว อ๊อฟยังทำธุรกิจส่วนตัวด้วยค่ะ ที่บ้านอ๊อฟเปิดบริษัทเล็กๆ
ขายเครื่องปริ๊นเตอร์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ซึ่งเป็น Home Office เล็กๆ อยู่ในหมู่บ้าน
แน่นอนว่าไม่มีร้านกาแฟเลยสักร้าน แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ถึงจะทำงานอยู่ที่บ้านก็มีกาแฟอร่อยๆ หลากหลายเมนู
เหมือนที่ร้านมาให้ดื่ม และตัวช่วยของอ๊อฟ นั่นก็คือ เครื่องชงกาแฟแคปซูลอัตโนมัติNescafe Dolce Gusto
(เนสกาแฟ ดอลเช่ กุสโต้) Piccolo ซึ่งชงง่ายมาก มีให้เลือกหลายรสชาติอีกต่างหาก
ที่สำคัญมันเหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบกาแฟหลากหลายเมนูแต่ไม่สะดวกออกไปทานที่ร้าน หรือมีพื้นที่จำกัด
แต่ไม่ต้องกังวลเพราะเครื่องชงกาแฟถูกออกแบบมาให้วางได้โดยไม่สิ้นเปลืองพื้นที่ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัด
ลืมเรื่องพื้นที่ไปได้เลยสะดวกสบายแบบนี้เค้ามีแบบแพ็คเกจรายเดือนด้วยนะ
ซึ่งคำนวณแล้วคุ้มกว่าการออกไปนั่งทานกาแฟที่ร้านแน่นอน
ว่าแต่มีแพ็คเกจอะไรให้อ๊อฟเลือกบ้างนะ?
สำหรับคนที่มีออฟฟิศเล็กๆ แบบอ๊อฟ อ๊อฟแนะนำตัว Starter Set เหมาะสำหรับออฟฟิศที่มีสมาชิก 2-5 คน

หรือจำนวนคนมากขึ้นหน่อย ก็เป็นตัว Business Set สำหรับสมาชิก 5 คนขึ้นไปค่ะ

แต่ถ้าใช้ในบ้านอ๊อฟว่ารุ่น Piccolo ก็เหมาะค่ะ ด้วยราคาที่ถูกมาก ทำได้หลากหลายเมนูอ๊อฟว่ารุ่นนี้ก็คุ้มแล้ว
อีกทั้งยังสามารถสั่งซื้อเครื่องชงกาแฟแคปซูลอัตโนมัติง่ายๆ ได้ทางออนไลน์อีกด้วย
เรียกว่าสะดวกสบายตั้งแต่ซื้อแล้ว เพียงแค่คลิกลิงก์ข้างล่างเข้าไป
https://nescafedolcegusto.popsho.ps/
(ให้บริการรับประกันสินค้าถึง 2 ปี พร้อมกับคู่มือการใช้งาน)

ซึ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าอ๊อฟเป็นเครื่องชงกาแฟแคปซูลอัตโนมัติ รุ่น Piccolo ซึ่งเห็นเครื่องจิ๋วแบบนี้แต่ก็แจ๋วมาก
เหมือนกันน้า ขนาดเครื่องเล็กกะทัดรัด สามารถควบคุมระดับน้ำได้ตามความพอใจ
สามารถสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มได้ทันทีด้วยแคปซูล 6 แบบ 
ที่มาในเซ็ตพร้อมเครื่องชงกาแฟ แต่ที่อ๊อฟจะมารีวิวและสาธิตวิธีการชงให้ดูมีทั้งหมด 3 รสชาติด้วยกัน นั่นก็คือ
1. ESPRESSO กาเเฟคั่วบดอาราบิกาเเท้ 100 เปอร์เซนต์ ากอเมริกาใต้ ให้รสชาติเข้ม มีกลิ่นหอมของกาแฟคั่ว
2. CAPPUCCINO เครื่องดื่มร้อนจากกาแฟคั่วบดผสมนมสดแท้ให้รสชาติเข้มข้นกำลังดี และชั้นของฟองนมละมุน
3. GREEN TEA เครื่องดื่มชาเขียวปรุงสำเร็จเพิ่มรสชาติความอร่อยลงตัวด้วยนมสดแท้ มีความหอมของชาเขียว

เอ…แล้วมันดีกว่าเครื่องชงกาแฟธรรมดาทั่วไปยังไง แน่นอนอ๊อฟว่าดีกว่าเพราะสามารถชงได้ทั้งแบบร้อนและเย็น
มีเมนูให้เลือกมากมายหลากหลายเมนูไม่เฉพาะกาแฟ แต่ยังมีชาเชียวและชอคโกแลตอีกด้วย
ซึ่งราคาของรุ่นนี้ก็ไม่แพงเลย ราคาเพียง 1,990 บาทเท่านั้น

เห็นอย่างนี้แล้วอาจจะสงสัยว่าวิธีใช้เครื่องยุ่งยากหรือเปล่า แล้วดีกว่าออกไปทานที่ร้านกาแฟข้างนอกยังไง
อ๊อฟต้องบอกเลยว่ามันสะดวกสบายมาก อ๊อฟเอามาตั้งในออฟฟิศทำงานเลย อยากจะทานเมื่อไหร่ก็ชงได้ทันที
ไม่เกะกะพื้นที่ทำงานด้วยจะวางตรงไหน มุมไหนในออฟฟิศก็ได้ สามารถชงกาแฟแก้วโปรดได้ง่ายๆ
และออกมาอร่อยแน่นอน เนื่องจากเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ บรรจุมาในแคปซูลที่กักเก็บความสดใหม่ของเมล็ด
กาแฟและแรงดันของเครื่องที่สูงถึง 15 บาร์ ทำให้มั่นใจได้เลยว่า จะได้กาแฟแก้วโปรดที่สุดแสนอร่อยแน่นอน
อ๊อฟทำแล้วชิมแทบทุกเมนูเลย 
มาเริ่มชงกาแฟกันเลยดีกว่า

ก่อนที่จะไปดูวิธีชงกาแฟเรามาทำความสะอาดเครื่องกันก่อนเนอะ เริ่มใช้งานครั้งแรกเติมน้ำดื่มในถังเก็บน้ำด้าน
หลังก่อน ซึ่งเค้าจะมีขีดบอกว่าให้เติมน้ำถึงขั้นไหน ใส่น้ำเสร็จก็ประกอบเข้ากับตัวเครื่องได้เลย

ยกคันโยกถาดใส่แคปซูลขึ้นแล้วเอาพลาสติกด้านในออก จากนั้นก็ปิดล็อค

กดปุ่มเปิดเครื่อง ไฟสีแดงจะกระพริบในขณะที่เครื่องกำลังเตรียมความร้อนและจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อพร้อมใช้
งานมีโหมดอีโคแสนสะดวก เครื่องชงกาแฟจะปิดการทำงานทันทีเมื่อไม่ใช้งานนานเกิน 5 นาที
ทำให้ไม่เปลืองไฟและช่วยประหยัดพลังงาน

โยกคันโยกไปที่เครื่องดื่มเย็น(สีฟ้า)เพื่อล้างเครื่อง เครื่องจะเริ่มล้างระบบหลังจากนั้นโยกกลับมาตรงกลาง

โยกคันโยกไปที่เครื่องดื่มร้อน(สีแดง)เพื่อล้างเครื่องด้วยน้ำร้อน เครื่องจะเริ่มล้างระบบหลังจากนั้นโยกกลับมา
ตรงกลางหลังจากนั้นเทน้ำด้านหลังออก เติมน้ำเข้าไปใหม่ ทีนี้เครื่องก็พร้อมทำงานแล้วค่ะ

มาเริ่มกันที่แก้วแรกเลยอ๊อฟจะบอกว่ามันชงง่ายมาก ใครๆ ก็ทำได้ แก้วแรกที่อ๊อฟจะมาสาธิตวิธีการชงนั้น
นั่นก็คือ ESPRESSO กาแฟเข้มๆ ชอตเดียวรู้เรื่อง ยกคันโยกถาดใส่แคปซูลขึ้น ใส่แคปซูลลงไป
จากนั้นปิดล็อคแล้วโยกคันโยกไปทางสีแดง

ชอบแบบอ่อนหรือแบบเข้มก็ปรับได้ตามความพอใจ ด้านบนกล่องนั้นจะมีบอกว่ากาแฟแบบไหนใช้น้ำเท่าไหนถึง
กำลังดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ปรับได้ตามความพอใจเลยค่ะ ไม่ถึง 30 วินาที กาแฟชอตข้นๆ ก็พร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ
อยากให้หน้าจอรับกลิ่นได้จัง(ทำเครื่องดื่มได้ 16 แก้ว ราคากล่องละ 329 บาท)

ถ้าถามถึงความหอม หอมมาก กลิ่นกาแฟหอมคละคลุ้งไปหมด ส่วนเรื่องรสชาตินี่อ๊อฟทานกาแฟไม่เก่งมาก
ดังนั้นกินไปขมแน่นอน แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบกาแฟชอตเข้มๆ แบบนี้ รับรองว่ากาแฟร้อนๆ หอมๆ คงจะฟิน

เมนูต่อมา GREEN TEA เครื่องดื่มชาเขียว เริ่มจากใส่แคปซููลนมไปก่อนโยกคันโยกไปทางสีแดง
ตามที่กล่องกำหนดไว้แต่เราสามารถปรับความอ่อนเข้มตามใจเลย แก้วนี้อ๊อฟเลยกะให้นมปริมาณครึ่งแก้ว

หลังจากนั้นเปลี่ยนใส่แคปซูลชาเขียว แล้วโยกไปทางสีแดงเช่นเคย ชาเขียวหอมกรุ่นผสมกับนม
ด้านบนมีฟองนมนุ่มๆ อีก

แก้วนี้ต้องขอชิมเลยชาเขียวเข้มข้นมาก ตัวฟองนมก็นุ่มละมุนลิ้น รสชาติจะไม่หวานมาก ถ้าใครชอบทานหวานๆ
แนะนำเติมไซรัปหรือน้ำตาลได้ค่ะ แต่อ๊อฟว่ารสชาติที่เค้าทำมากำลังพอดีเลย ไม่หวานจนเกินไป 
(ทำเครื่องดื่มได้ 8 แก้ว ราคากล่องละ 329 บาท )

มาต่อกันที่เมนู CAPUCCINO แก้วนี้อ๊อฟทานได้แน่นอน กาแฟคั่วบดผสมนมสดพอมีนมผสมค่อยทานง่ายหน่อย
เหมือนเดิมค่ะใส่แคปซูลนมก่อน จะชงตามที่เค้ากำหนดหรือปรับแต่งเองได้ นมร้อนๆ ออกมาแล้ว

หลังจากนั้นใส่แคปซูลกาแฟปิดล็อค แล้วโยกคันโยกไปทางสีแดง เพียงแค่นี้กาแฟก็พร้อมเสิร์ฟอีกแก้วแล้ว
(ทำเครื่องดื่มได้ 8แก้ว ราคากล่องละ 329 บาท )

รสชาติกลมกล่อมกำลังดี ไม่ขมจนเกินไป นอกจากเมนูร้อน เมนูเย็น ก็ทำได้เหมือนกัน  ดีขนาดนี้รีบไปสมัคร
แพ็คเกจรายเดือนเลยนะเริ่มต้นเพียง 3 กล่อง หรือ 897 บาทต่อเดือน ก็ได้ฟรีทั้งเครื่องชงกาแฟและที่ใส่แคปซูล
หรือส่วนลดค่าแคปซูลอีกที่สำคัญส่งฟรีถึงหน้าบ้านเลย โปรโมชั่นดีๆ แบบนี้รีบกันหน่อยเนอะ
สวัสดีค่ะ วันนี้อ๊อฟขอปรับโหมดไปเป็นโหมดแม่บ้านนิดนึง ว่าด้วยเรื่องการซักผ้าของอ๊อฟค่ะ
ปกติอ๊อฟจะซักด้วยเครื่องอยู่แล้ว ใช้ผงซักฟอกปกติเทใส่เครื่องกดซักๆ ปั่นๆ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
แต่เสื้อผ้าบางอย่างของอ๊อฟไม่ว่าจะเป็นชุดชั้นใน เดรสลูกไม้ รวมไปถึงชุดออกกำลังกายของอ๊อฟ 
อ๊อฟจะเลือกซักมือมากกว่าค่ะ เพราะเป็นการถนอมเนื้อผ้าและไม่ทำให้ชุดเสียอีกต่างหาก แต่จะใช้ผงซักฟอก
ธรรมดาแล้วซักมือ มืออ๊อฟจะแห้งและกร้านขึ้นเหมือนกันค่ะ วันนี้เลยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ทดสอบแล้วว่า
ปลอดภัยใช้ได้สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่ายค่ะ

แต่ก่อนจะไปพูดถึงผลิตภัณฑ์ชีวิตปกติของอ๊อฟจะออกกำลังกาย 4-5 วันต่อสัปดาห์ค่ะ ไม่ว่าจะวิ่ง ปั่นจักรยาน
หรือเล่นบอดี้เวท ซึ่งในการออกกำลังกายทุกครั้งอ๊อฟก็จะใส่ชุดออกกำลังกาย และเลือกที่จะซักมือทุกครั้งค่ะ
เพื่อถนอมเส้นใยผ้าเส้นใยที่ใช้ทอเสื้อผ้ากีฬาส่วนใหญ่นั้น เป็นเส้นใยสังเคราะห์โดยส่วนมากจากยาง
ซึ่งต้องดูแลทำความสะอาดเป็นพิเศษ แตกต่างจากเสื้อผ้าทั่วไป ใช้เสร็จแล้วควรซักชุดทันที
ไม่ควรปล่อยให้ชุดที่เปียกเหงื่อไว้จนแห้ง เพราะอาจจะติดกลิ่นเหงื่อจนซักไม่ออกค่ะ

PIPPER STANDARD ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือนจากธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบการ
แพ้ ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการหมักด้วยวิธีธรรมชาติ โดยใช้ ” สับปะรด “
เป็นส่วนผสมหลัก จึงไม่จำเป็นต้องเติมสารเคมีรุนแรงที่มีอันตรายหรือสารเคมีสังเคราะห์ลงในผลิตภัณฑ์
มีกลิ่นหอมสดชื่นจากกลิ่นน้ำมันหอมระเหยอีกด้วย

ขั้นตอนหรือวิธีการซัก สำหรับคราบสกปรกมาก ป้ายน้ำยาแล้วขยี้เบาๆ ก่อนซัก คราบทั่วไปใช้น้ำยา 30 มิล.
กับเครื่องฝาหน้า และ 40 มิล. กับเครื่องฝาบน ต่อปริมาณผ้า 15-20 ชิ้น ส่วนถ้าซักมือเพียงไม่กี่ชิ้น
ก็กะน้ำยาซักผ้าตามความเหมาะสมค่ะ
น้ำยาซักผ้าจะไม่มีฟองมากเหมือนน้ำยาซักผ้าทั่วไปจะมีสีออกเหลืองๆ ซึ่งใช้แล้วไม่แสบมือ มือไม่แห้งอีกด้วยค่ะ

ส่วนผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มของเค้า เป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่ปราศจากควอทซึ่งเป็นสารกระตุ้นภูมิแพ้
ที่พบได้ในน้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปและด้วยส่วนประกอบธรรมชาติอย่างเลซิตินจากถั่วเหลืองและสับปะรด
จึงช่วยทำให้ผ้านุ่มอย่างเป็นธรรมชาติทั้งยังสามารถใช้กับชุดออกกำลังกายได้โดยไม่ทำให้โครงสร้างเส้นใย
ของชุดออกกำลังกายเสียด้วยนะคะ

เพียงแค่นี้ชุดออกกำลังกายชุดเก่งของอ๊อฟก็จะอยู่ไปได้อีกนาน เพียงแค่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้
เหมาะกับเสื้อผ้าของเรา และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ และที่สำคัญเด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี
เพราะช่วยลดการก่อภูมิแพ้และลดการระคายเคืองได้อีกด้วย
http://www.pipperstandard.com
https://www.facebook.com/pipperstandard
Line : @pipperstandard