Category

Make up

Category
สวัสดีค่ะ หลังจากที่กระทู้มาส์ก 40 ชิ้นที่อ๊อฟรีวิวไปได้รับฟีดแบคดีมาก พอหันไปดูลิปบาล์มบนโต๊ะเครื่องแป้ง
ในลิ้นชักหรือตามห้องนอนก็ต้องตกใจว่าทำไมตัวเองมีลิปบาล์มบำรุงปากเยอะขนาดนี้ ซื้อมาเรื่อยๆ
อันไหนน่าลองก็ซื้อมาลอง จากคนที่เคยปากแห้ง ปากลอก แกะจนเลือดซิบ ตอนนี้ปากไม่แห้งหรือแตกแล้ว
เพราะติดลิปบาล์มหรือการบำรุงริมฝีปากมาก ต้องทาทุกวัน ต้องโบกทุกคืน
วันนี้อ๊อฟเลยจะมารีวิวลิปบาล์มในกรุของตัวเอง เพื่อเป็นข้อมูลให้กับสาวๆ ที่กำลังมองหาลิปบาล์มบำรุงริมฝีปาก
เหมือนเคยค่ะ อ๊อฟจะไม่ได้เรียงว่าตัวไหนดีที่สุด ความรู้สึกหลังใช้มาจากความรู้สึกส่วนตัวของอ๊อฟล้วนๆ
มีทั้งถูกและแพง มีทั้งข้อดีและข้อเสียบ้างปะปนกันไป จะมียี่ห้อไหนบ้างไปดูกันเล๊ยยย

NIVEA Lip Butter Blueberry Blush เป็นลิปบัตเตอร์ที่หอมน่ากินมว๊าก กลิ่นออกแนวลูกอมซูกัสรสบลูเบอรี่
คือหวานหอมมากอะ เรื่องความชุ่มชื้นโอเคระดับนึงแต่ไม่ได้ให้ความชุ่มชื่นทั้งวันนะ ประมาณ 3-4 ชม.
ก็ต้องหยิบมาทาใหม่ ตัวนี้อ๊อฟชอบหยิบมาทาระหว่างวัน นอกจากตลับน่ารักพกพาง่ายก็กลิ่นนี่แหละที่ชอบมาก
ราคา 159 บาท ให้ 7/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อที่ 7/11)

สีผึ้งแม่เลียบ ถูกและดียังมีในโลก ถ้าปากแห้งปากเยินจากไหนมาต้องมาจบที่ตัวนี้ หลายๆ คนอาจจะไม่ชอบกลิ่น
เพราะกลิ่นของมันจะออกแนวน้ำอบ น้ำปรุงอะไรประมาณนี้ ทากลางคืนเวลาได้กลิ่นอาจจะหลอนได้
แต่เรื่องบำรุงต้องยกให้นะ เนื้อสีผึ้งหนึบมาก โบกไว้ก่อนนอน ตื่นเช้ามาใช้แปรงสีฟันขัดๆ ถูๆ ปากเนียนทันที
ราคา 25 บาท ให้ 9/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจากร้านขายยากรุงเทพ)

ลิปมันเภสัช อีกตัวที่ถูกและดีเชื่อว่าอย่างน้อยทุกคนต้องเคยใช้ เป็นลิปมันที่บำรุงและความชุ่มชื่นได้ดีมาก
 เรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว เนื้อลิปเป็นสีชมพู ทาออกมาจะออกสีชมพูระเรื่อๆ ควรมีพกติดไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน
ราคา 15 บาท ให้ 9/10 คะแนน (ซื้อได้ที่ 7 หรือร้านขายยา)

Skin plants Shea Butter Soft เป็นลิปบัตเตอร์เข้มข้น 100% มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่เรื่องความชุ่มชื่น
สำหรับอ๊อฟไม่ได้ช่วยอะไรเลย ทาแล้วเหมือนเคลือบปากไว้เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกถึงความชุ่มชื้นอะไร
น้ำตาจะไหลเพราะราคาแพงมาก เลยหยิบมาทาแค่ข้อศอกหรือหัวเข่าค่อยคุ้มค่าหน่อย
ราคา 500 บาท  ให้ 5/10 คะแนน (ซื้อมานานแล้วค่ะ จำไม่ได้ว่าซื้อที่ไหน)

Ira Natural Lip Balm Hokkaido Milk ลิปบาล์มกลิ่นนมฮอกไกโด กลิ่นหอมนมมากกก ก.ไก่ร้อยตัว
ชอบอยากให้มีรสชาติด้วยจะได้กินไปเลย ทาแล้วเหมือนได้กินนมอัดเม็ด เนื้อลิปบาล์มค่อนข้างเหลว
ไม่มีสี ไม่วาว ให้ความชุ่มชื่นได้ดีมาก ทาแล้วปากเนียนนุ่มเบาสบายปาก ทาลิปทับแล้วไม่เป็นคราบ
ราคา 120 บาท ให้ 8/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อที่ Konvy)

Cocos Coconut Balm ลิปบาล์มมะพร้าวแบรนด์ของคนไทย ถ้าใครที่ชอบกลิ่นมะพร้าวต้องยกให้ตัวนี้เลย
ไม่มีสี ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน ไม่มี mineral oil และ Cruelty free คนที่แพ้ง่ายใช้ได้
แฟนอ๊อฟชอบมาก ชอบขโมยของอ๊อฟไปทาบ่อยๆ ทาแล้วปากไม่มันเหมือนทาวาสลีน แต่ให้ความชุ่มชื่นได้ดีมาก
ราคา 110 บาท ให้ 9/10 คะแนน (หาซื้อได้ที่ facebook : Buarada )

Cute Press Alice In Wonderland Tint Balm #White Rabbit ลิปบาล์มบำรุงริมฝีปาก
ลาย Alice in Wonderland ซื้อเพราะแพคเกจเลยนะเนี่ย อ๊อฟเลือกตัวสีใสมา มีกลิ่นหอมมะพร้าวอ่อนๆ
ทาแล้วปากเนียนนุ่มดี ไม่เหนอะหนะ ให้ความชุ่มชื้นระดับกลางๆ แพ้ความน่ารักมากกว่า
ราคา 149 บาท ให้ 7/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจาก 7/11)
Belif Sugar Coat Lip Balm เป็นลิปบาล์มใสๆ มีกลิ่นหอมเลม่อนอ่อนๆ ตัวนี้ทาแล้วปากมันวาวเหมือนมีน้ำตาล
เคลือบที่ริมฝีปาก ความรู้สึกอ๊อฟว่ามันเหนอะเหนอะ เลยไม่ค่อยหยิบมาใช้เท่าไหร่ เรื่องความชุ่มชื่นรู้สึกเฉยๆ
ราคา 540 บาท ให้ 4/10 คะแนน (อ๊อฟจำไม่ได้ว่าซื้อมาจากที่ไหนตัวนี้ซื้อมานานแล้วค่ะ)

LANEIGE Lip Sleeping Mask#Berry ตัวนี้ไม่ต้องบรรยายเยอะเพราะมันดีมาก มาก มากจริงๆ
แต่ก่อนตอนทาลิปแมทปากแห้งบ่อยมาก พอมาใช้ตัวนี้ไม่แห้ง ไม่ลอกไม่เป็นขุย โบกก่อนนอน
ตื่นมาปากนุ่มมากกกก ที่สำคัญมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วย
ราคา 700 บาท ให้ 10 10 10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจาก Konvy)

IKAKO Overnight Lipmask 100% Natural Extract  ลิปมาส์กบำรุงปากสูตรเข้มข้น แบรนด์ของคนไทย
ตัวเนื้อลิปเนียนนุ่ม เนื้อลิปค่อนข้างข้นแต่ทาแล้วไม่หนักปาก ไม่เหนียวเหนอะหนะ ทาก่อนนอนตื่นมาปาก
ยังชุ่มชื้นอยู่เลย ตัวนี้คือดีมาก พอกหนาๆ ก่อนนอน ปากไม่แห้งเวลาทาลิปก็ไม่ตกร่อง
ราคา 200 บาท ให้ 8/10 คะแนน (ซื้อได้ที่ IG : kikakocosmetic)

Vasaline Lip Therapy #Rosy Lip ลิปทรีทเม้นท์จากวาสลีน เพราะความน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มนี้ถึงซื้อมา
ตัวนี้มีสีชมพูระเรื่อๆ และกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ ตลับจิ๋วพกพาง่าย แต่ต้องใช้นิ้วควัก เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
ให้ความชุ่มชื่นนิดหน่อย เหมาะกับวันสบายๆ แต่งหน้าเบาๆ ทาระหว่างวันมากกว่า
ราคา 159 บาท ให้ 7/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจาก 7/11)

Medmaker Pure Petroleum Jelly สูตรสำหรับผิวที่ละเอียดอ่อนของทารก เป็นปิโตรเลี่ยมที่ใช้บำรุง
ได้ทุกส่วนของร่างกาย อ๊อฟว่าดีกว่าวาสลีนกระปุกเหลืองอีก เนื้อเจลใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่หนืด ไม่มันวาว
ให้ความชุ่มชื่นสูง เป็นเหมือนเจลครอบจักรวาลทาได้ทุกส่วน ควรมีติดบ้านไว้เช่นกัน
ราคา 50 บาท ให้ 7/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจาก 7/11)

Lucas Papaw Ointment เป็นบาล์มเอนกประสงค์ เนื้อข้นๆ เหลืองๆ  คือตรงไหนแห้งหยิบมาทาได้หมด
ตัวนี้คือแนะนำควรต้องมี หาซื้อติดไว้เถอะไม่ผิดหวัง หน้าลอก ปากแห้ง เข่าด้าน ตาตุ่มหยาบก็ทาได้หมด
จะโบกปากหรือโบกส้นเท้าหนาๆ ก่อนนอน ตื่นมาก็นุ่มเหมือนกัน เนื้อค่อนข้างหนัก
ไม่เหมาะสำหรับทาตอนเช้า เน้นบำรุงกลางคืนคือดีมาก
ราคา 229 บาท ให้ 10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจาก Konvy)
Puffguin Papaw Ointment บาล์มมะละกอเอนกประสงค์สรรพคุณครอบจักรวาลเหมือน Lucas PaPaw
แต่จะไม่เหนียว ตัวนี้ไม่ใส่น้ำหอม ไม่มีสารกันบูด ผิวแพ้ง่ายบอบบางใช้ได้แน่นอน เป็นเนื้อบาล์มสีขาวขุ่นๆ
เวลาทาจะมันๆ แต่ไม่ได้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ สรรพคุณคือดีงามขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ที่นำไปใช้
ราคา 375 บาท ให้ 9/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจากวัตสัน)
Pure Paw Paw Oinment บาล์มสารพัดประโยชน์ที่ทำจากมะละกอเช่นเดียวกัน กลิ่นธรรมชาติ (สีขาว)
เป็นบาล์มที่ครอบจักรวาลเช่นเดียวกัน ใช้ทาปากแห้ง ปากแตกเป็นขุย เติมความชุ่มชื่นให้กับริมฝีปาก
บรรเทาการอักเสบได้ ทาแก้ผดผื่นคัน น้ำร้อนลวก  ฯลฯ เนื้อบาล์มสีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่น ทาแล้วจะมันๆ ที่ผิว
ราคา 199 บาท ให้ 8/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจาก EVEANDBOY)

Himalaya Lip Balm ซื้อมาเพราะอยากลองของ เคยใช้ยี่ห้อนี้ที่เป็นเจลล้างหน้าแล้วแพ้
เลยขอลองกับลิปบาล์มสักหน่อยละกัน เป็นลิปบาล์มสีขาวขุ่นเนื้อลิปค่อนข้างข้น มีกลิ่นอ่อนๆ ทาแล้วรู้สึกเหมือน
เคลือบปากเอาไว้เลยไม่รู้สึกถึงความชุ่มชื่นเท่าไหร่ทาแล้วสักพักก็หายไป หรือเราจะไม่เหมาะกับยี่ห้อนึงจริงๆ T.T
ราคา 69 บาท ให้ 4/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจาก Konvy)

Beauty Buffet  Born to Be Baby Tint Essence เป็นทิ้นที์ที่มาในรูปแบบลิปกลอส เนื้อทิ้นท์มีสีชมพูอ่อนๆ
ทาไปสักพักจะเข้มขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ค่อนข้างฉ่ำวาว เหมาะกับทาระหว่างวันมากกว่า
เรื่องความชุ่มชื่นสำหรับอ๊อฟรู้สึกเฉยๆแต่เรื่องความฉ่ำและติดทนนานต้องให้เค้าแหละ
ราคา 150 บาท ให้ 5/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อจาก Beauty Buffet Shop สาขาโลตัสรามคำแหง)

Carmex Moisturising Lip Balm #Strawberry ลิปบาล์มบำรุงริมฝีปาก กลิ่นสตรอเบอร์รี่ เนื้อลิปสีเหลืองขุ่นๆ
ได้กลิ่นเหมือนสตอเบอรี่ผสม กับยาหม่อง ทาแล้วเย็นปากมากกก เย็นจนแสบ แถมพอเข้าปากไม่อร่อยด้วย
รสปะแล่มๆ  ทั้งมันและเย็นเลยใช้ต่อไม่ไหว เสียจุย
ราคา 89 บาท ให้ 3/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจากวัตสัน)

สีผึ้งคำน่อย #สีผึ้งชมพูนุท #สีผึ้งกะทิ เป็นสีผึ้งแบรนด์ของคนไทย ถ้าพูดถึงพี่นุช สาวๆ โต๊ะเครื่องแป้งสมัยก่อน
น่าจะเคยรู้จัก หรือเคยใช้สีผึ้งของพี่เค้า จริงๆ อ๊อฟมีแบบเป็นเซต แต่ด้วยความจิ๋วริ๋วของมัน
อีกอันที่เป็นสีผึ้งเนื้อทองเลยหายไป T.T
สีผึ้งชมพูนุท – ตัวนี้ให้ความชุ่มชื้นสูงมาก มีสีชมพูอ่อนๆ พอทาทิ้งเอาไว้จะเริ่มเป็นสีชมพูระเรื่อ ๆ
พร้อมกลิ่มหอมแบบไทย ทาตัวนี้เป็นตัวแรกก่อนทาลิป ปากจะไม่แห้ง ไม่เป็นขุยหรือตกร่อง
สีผึ้งกะทิ – ตัวนี้มีกลิ่นหอมเหมือนขนมมาก เพราะเค้าทำมาจากกะทิสด เนื้อลิปจะเป็นสีเหลืองนวลๆ
ตัวนี้ใช้ทาตอนกลางคืนจะช่วยบำรุงริมฝีปากให้เนียนนุ่ม
ราคาเซ็ตละ 389 บาท ให้ 9/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจากเวปของพี่นุช Nuchyshop)

BURTS & BEES Moisturizing Lip Balm #Wild Cherry ลิปบาล์มกลิ่นเชอร์รี่ แต่ทำไมอ๊อฟดมแล้วรู้สึกว่า
กลิ่นมันแปลกๆ เป็นลิปบาล์มที่ทาแล้วปากไม่มันวาวเหมือนแอบแฟนกินกล้วยทอด ให้ความชุ่มชื่นได้ดี
ทาตั้งแต่เช้าบ่ายๆ เย็นๆ ปากยังไม่แห้งเลย
ราคา 280 บาท ให้ 7/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อที่วัตสัน)

Lovella Organics แบรนด์ลิปบำรุงริมฝีปากแบบออร์แกนิค 100% เป็นลิปบาล์มที่ไม่มีสีแต่มีกลิ่นหอมกุหลาบ
อ่อนๆ ตัวลิปบาล์มไม่เหนียวไม่หนืด ทาแล้วให้ความชุ่มชื่นได้ดีมาก ยิ่งวันไหนสวอชลิปมาเยอะๆ ปากลอก
ปากเปื่อย โบกตัวนี้ก่อนนอน ตื่นมาปากเนียนเลย เป็นอีกลิปบาล์มที่ดีที่ชอบอีกยี่ห้อนึง
ราคา 290 บาท ให้ 9/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อที่ IG : @Lovellaorganics)

Blistex Medicated Berry Balm  SPF15 เป็นลิปมันที่มีกลิ่นเบอรี่ กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ทาแล้วจะเย็นๆ ที่ริมฝีปาก
แต่เย็นไม่มากเท่าไหร่ ทาแล้วไม่ทำให้ปากมันเงา ตัวนี้ทาแล้วให้ความชุ่มชื่นระดับนึงต้องเน้นทาบ่อยๆ
เพราะทาแล้วอยู่ไม่ได้นาน ชอบตรงมี spf นี่แหละ
ราคา 85 บาท ให้ 6/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจากวัตสัน)

Skin plants RoseHip Lipbalm ลิปบาล์มบำรุงริมฝีปากสูตรสารสกัดจากโรสฮิปออยล์เข้มข้น
มีกลิ่นหอมคล้ายๆกับมายมินท์รสเปปเปอร์มินท์ ทาแล้วรู้สึกเย็นๆ เล็กน้อย ตัวนี้ให้ความรู้สึกชุ่มชื้น​
แต่ไม่เหนอหนะ เบาสบายปากทาแล้วไม่มันปาก อันนี้แฟนชอบใช้
ราคา 168 บาท ให้ 7/10 คะแนน (จำไม่ได้ว่าซื้อที่ไหน)

K.A. Lip Care #strawberry  เป็นลิปบาล์มบำรุงริมฝีปากกลิ่นสตอเบอรี่ กลิ่นหอมหวานมาก เรื่องความชุ่มชื้น
โอเคระดับนึงไม่ได้มากมาย ทาแล้วได้อารมณ์ปากระเรื่อๆ ธรรมชาติ ทำหายก็ไม่เสียดายอะ
เพราะหาซื้อง่าย เหมาะกับวันสบายๆ ไม่แต่งหน้า
ราคา 45 บาท ให้ 5/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจาก 7/11)

NIVEA Strawberry Shine Lip Care เป็นลิปที่มีสีแดงอ่อนๆ มีกลิ่นหอมสตอเบอรี่ ได้แค่ความชุ่มชื้นนิดหน่อย
แต่ยังไม่ช่วยลดปัญหาแห้งแตกลอกของปาก เอาไว้พกทาระหว่างวันหรือเติมความชุ่มชื่นให้ริมฝีปากมากกว่า
ราคา 60 บาท  ให้ 5/10 คะแนน (ซื้อที่โลตัสตอนลดราคา)
CLINIQUE  Chubby Plump & Shine Liquid Lip Plumping Gloss #02super scarlet เป็นลิปกลอสแบบหมุน
ที่ทาแล้วเบาสบายปากมาก ทาบางๆ จะได้สีแดงระเรื่อๆ สวยแบบผู้ดี ให้ความชุ่มชื้นได้ระดับนึง
แต่ถ้าคนที่ปากแห้งมากๆ ตัวนี้ไม่พอแน่นอน เหมาะกับใช้ระหว่างวันได้ปากแบบอิ่มๆ สุขภาพดี
ราคา 800 บาท ให้ 8/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจากเวป Clinique Thailand)

Mistine Boss Super Balm Lip Glow #01 ซื้อเพราะแม่อั้มนี่แหละ เป็นลิปบาล์มสีชมพูใสๆ เรื่องบำรุงอ๊อฟเฉยๆ
แต่เรื่องโทนสีต้องยอมรับว่าได้สีชมพูสวยจริงๆ เหมาะกับคนที่ไม่ได้แต่งหน้าจัดจ้านอะไร
ถ้าเน้นเรื่องบำรุงอ๊อฟว่าตัวนี้ยังไม่เท่าไหร่ ทาเอามาทาเป็นลิปมันระหว่างวันก็โอเค
ราคา 99 บาท ให้ 6/10 คะแนน (อ๊อฟซื้อมาจากเวป Shopee)

Nars Orgasm After Glow Lip Balm เป็นลิปบาล์มที่แพคเกจสวยงามมว๊ากกก และเป็นเฉดสีเดียวกับบลัชออน
ยอดฮิตของนาร์สนั่นก็คือ สี Orgasm นั่นเอง เป็นลิปบาล์มที่ทาแล้วเบาสบายปากบำรุงนิดหน่อย
แต่ทาแล้วได้สีปากชมพูระเรื่อๆ มีประกายสวยงามมาก สีนี้คือมันดีมากจริงๆ
ราคา 1,090 บาท ให้ 9/10 คะแนน (ทางแบรนด์ให้มาค่ะ)

Dior  Addict Lip Glow #001 Pink ไม่ต้องพูดเยอะเพราะมันดีงามมากจริงๆ ชอบทั้งแพคเกจ สี และความชุ่มชื้น
เป็นลิปที่ทำหน้าที่ได้ดีหมด สีชมพูระเรื่อๆ พออยู่บนปากคือสวยมาก เรื่องความชุ่มชื่นก็ดีสุดๆ
เนื้อลิปคือเนียนนุ่มและหอมมาก เอาเป็นว่ารู้สึกดีทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาทา
ราคา 990 บาท ให้ 10 คะแนนเต็มไปเลย (อ๊อฟซื้อใน IG : Thecosmeticsofficial)

เป็นยังไงกันบ้างคะมีตัวไหนถูกใจเพื่อนๆ กันบ้างหรือเปล่า ถ้าเกิดมีตัวไหนอยากให้อ๊อฟรีวิวหรือตัวไหนน่าใช้
ก็แนะนำอ๊อฟได้เลยนะคะ สำหรับ Blog หน้า อ๊อฟจะรวบรวมไอเท็มอะไรเด็ดๆมารีวิว
อย่าลืมติมตามและให้กำลังใจกันด้วยน้าาา
สวัสดีค่ะ วันนี้อ๊อฟจะมาอัปเดตการทำตาสองชั้นของอ๊อฟที่ตอนนี้ผ่านมาครบ 3 เดือนแล้ว
อ๊อฟไปทำตาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2561 มาค่ะ หลังจากปรึกษาคุณหมอโบ๊ทกับคุณหมอจงมาหลายรอบ
แน่นอนว่าจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ก็ คือ ที่เดียวกับที่อ๊อฟทำจมูก นั่นก็คือ ” เรนิตา คลีนิค “ นั่นเอง

ซึ่งตอนนี้คุณหมอย้ายมาอยู่ที่ THONGLOR HAPPY CLINIC แล้วนะคะ

(สามารถคลิกที่ชื่อคลีนิคใหม่ของคุณหมอได้เลยค่า)
ซึ่งเคสของอ๊อฟ คุณหมอบอกว่าไม่ง่ายเลย เนื่องจากตาของอ๊อฟไม่มีไขมันเลย ลักษณะตาเป็นคนตาปรือ
ตาลึก ตาโบ๋ ตามีหลายชั้น ดูอิดโรยไม่สดใส แม้ว่าจะตื่นนอนแต่เช้า แต่ก็จะดูเป็นคนง่วงนอนตลอดเวลา
ดังนั้นวิธีแก้ไขตาของอ๊อฟนอกจากจะทำตาสองชั้นแล้วยังต้องเติมไขมันเพื่อทดแทนส่วนที่หายไป
โดยนำไขมันใต้ผิวหนังของตัวเองมาเติม ของอ๊อฟคุณหมอให้เลือกใช้บริเวณพุงค่ะ
การเติมเซลล์ไขมันบริเวณนี้จำเป็นต้องอาศัยทักษะและความชำนาญเป็นพิเศษ
เนื่องจากไขมันที่หายไปเป็นไขมันชั้นลึก ถ้าเติมผิดตำแหน่งมีโอกาสที่จะทำให้เกิดเป็นลำหรือก้อนที่หนังตาได้
แต่ไม่ต้องห่วงเพราะคุณหมอโบ๊ทเค้าเชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก การเติมเต็มเพื่อแก้ไขตาลึก ซึ่งบางครั้งอาจต้องทำ
มากกว่าหนึ่งครั้ง เนื่องจากบางส่วนของเซลล์ไขมันอาจหายไปอันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะคะ
อ๊อฟก็ได้แต่ภาวนาว่าไขมันของอ๊อฟจะยังอยู่ครบไม่ต้องเจาะเอาที่พุงออกมาเติมอีก T.T
คุณหมอก็ทำการดีไซน์ชั้นตาและมาร์คจุดเป็นที่เรียบร้อย
ชั้นตาของอ๊อฟจะไม่ใหญ่มากเรียกว่าพอดี กำลังแต่งหน้าสวย
ชั้นตอนการทำตาสองชั้น ก็จะมีการฉีดยาชาที่ตา ถ้าถามว่าเจ็บมั้ย
เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่หรอกเพราะสักพักยาชาก็ออกฤทธิ์แล้วค่ะ
ระหว่างที่ทำตาเราจะรู้สึกตลอดเวลา สามารถพูดคุยกับคุณหมอได้ค่ะ ของอ๊อฟใช้เวลาทำเกือบ 1 ชม.
เพราะต้องมีการนำเอาไขมันที่พุงมาเติมที่เปลือกตา ดังนั้นจะใช้เวลานานกว่าทำตาสองชั้นทั่วไปค่ะ
และนี่ก็คือเจ้าก้อนไขมันจากพุงที่ผ่าออกมา ก่อนจะเอาออกมาอ๊อฟบอกคุณหมอว่า เอาออกไปเยอะๆ ได้มั้ยคะ
พอคุณหมอเอาออกมาแค่นี้ โวยวายแทบตายเพราะมันเจ็บมาก ในใจได้แต่บอกว่าเอามันไว้ที่เดิมดีแล้วค่ะคุณหมอ
ทำตาไม่เจ็บเท่าเอาไขมันออกมาจากพุงอีกนะ บอกตรงๆ T.T
แผลที่กรีดบริเวณพุงก็ไม่ได้ใหญ่มาก เล็กนิดเดียวเองค่ะ ประมาณ 1 เซน ทายาลบรอยแผลเป็นเดี๋ยวก็หาย
เอาจริงๆ นะ เจ็บพุงมากกว่าเจ็บตาอีก มันระบมที่พุง เวลาจะนั่งก็ลำบาก
ที่เรนิตา คลีนิคทำตาแบบกรีดแผลเล็ก ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องพักฟื้นนาน แถมยังอยู่ได้ถาวรอีกด้วย
สักพักตาสองชั้นของเราก็เสร็จเรียบร้อย แทบจะอดใจลุกขึ้นมารอดูกระจกไม่ไหว
หลังจากทำตาเสร็จก็จะแปะผ้าก๊อตทิ้งไว้สักพัก ระหว่างนี้ก็นอนพักตาไปก่อนเนอะ
เสร็จแล้วววว….บวมนิดเดียวเอง ที่เห็นม่วงๆ นั่นคือ รอยปากกาที่คุณหมอเขียนดีไซน์ชั้นตาไว้นะคะ
จะมีรอยม่วงแค่จุดเล็กๆ ไม่บวม ไม่ช้ำเท่าไหร่ หลังทำเสร็จจะรู้สึกตึงๆ ที่แผลเล็กน้อย
อีก 4 วัน คุณหมอก็นัดตัดไหมและทำความสะอาดแผลที่ตา ตอนตัดไหมก็ไม่เจ็บนะคะเพราะคุณหมอมือเบามาก
หลังจากทำตาครบ 1 อาทิตย์ ก็สามารถล้างหน้า เช็ดแผลได้ปกตินะคะ
ขั้นตอนการดูแลหลังทำตาของอ๊อฟก็ไม่มีอะไรเลย พยายามไม่ไปยุ่งกับตาในช่วงอาทิตย์แรก
พยายามไม่โดนน้ำ พออาทิตย์ที่สองก็เริ่มทา Hiruscar Silicone Pro ตัวนี้เค้าออกมาเหมาะกับอุบัติเหตุหรือแผล
ที่เกิดจากการศัลยกรรมมาก ยิ่งดูแลรักษาแผลเร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้แผลเป็นจางไวเร็วขึ้นเท่านั้น
อ๊อฟทาเช้า-เย็น หลังอาบน้ำ ทั้งที่ตาและที่พุงค่ะ เนื้อเจลซิลิโคนใสทาแล้วเหมือนเคลือบผิว แห้งไวไม่เหนอะหนะ

และนี่ก็เป็นช่วงทำตา 2- 4 วันแรกของอ๊อฟซึ่งจะบวมมากสุดแล้ว
หลังทำตาไป 5 วัน อ๊อฟก็เริ่มแต่งหน้าถ่ายงานแล้วค่ะ เพราะมีงานรีวิวต้องส่ง ตาของอ๊อฟบวมจะบวมประมาณนี้
มีรอยช้ำที่ใต้ตาและเปลือกตาเล็กน้อย บวมหนักสุดก็จะเป็นช่วง 2-3 วันแรก หลังจากนั้นก็ยุบลงเรื่อยๆ
ถ้าวันไหนกินพวกส้มตำปูปลาร้าหรืออาหารเค็มๆ ตื่นมาก็จะตาบวมหน่อย แต่ทานน้ำเยอะๆ ก็หายค่ะ

หลังจากแต่งหน้าออกมาก็จะประมาณนี้ จะเห็นว่าแค่วันที่ 5 ตาก็ดูหวานขึ้น บางคนดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าไปทำตามา

หลังทำตาสองชั้นครบ 3 เดือน ตื่นนอนปุ๊บก็ลุกมาถ่ายปั๊บ หน้าก็จะเบลอๆ หน่อย
รอยช้ำหรือแผลแห้งสนิทแล้ว ไม่ใส่คอนแทคเลนส์ตาก็ไม่ลอยเหมือนก่อน
ยังมีตาไม่เท่ากันอยู่บ้าง แต่โดยรวมไม่ค่อยบวมเท่าไหร่แล้ว อีกสัก 6 เดือนอ๊อฟว่าน่าจะยุบกำลังสวย

อ๊อฟเลยรวบรวมภาพก่อนทำและหลังทำมุมต่างๆ อันนี้เป็นมุมข้างจะเห็นว่าชั้นตาเปลี่ยนไปเลย

เอาภาพแต่งหน้าแบบเข้มๆ มาเทียบเมื่อตอนยังไม่ทำตา จะเห็นว่าแตกต่างกันม๊ากกกก

ตอนนี้ก็ทำตาครบ 3 เดือนแล้วจะบอกว่า แต่งหน้าสนุกขึ้น ชั้นตาดูคมชัดขึ้น สดใสขึ้นกว่าเก่า
จะแต่งลุคหวานหรือเซ็กซี่ก็ทำได้หมด หน้าสดก็ยังดีอะ (หัวเราะเสียงดังๆ )

สำหรับใครที่สนใจทำตา ทำจมูก เข้าไปสอบถามรายละเอียดได้ที่ทางเพจของเรนิตาเลย
หรือจะนัดเข้าไปให้คุณหมอโบ๊ทและคุณหมอจงดูก่อนก็ได้ค่ะ ไม่มีค่าใช้จ่าย คุณหมอน่ารักมากจริงๆ
อย่าลืมบอกว่ามาจากอ๊อฟ iloveaday น้า มีส่วนลดแน่นอน

ตอนนี้คุณหมอเค้าย้ายมาที่ THONGLOR HAPPY CLINIC

แล้วนะคะ อย่าตามไปที่เก่าน้าาา ที่เก่าคลินิคไม่เปิดแล้วค่า

 

สวัสดีค่ะ วันนี้อ๊อฟจะมารีวิวการทำ Fake Tan ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ
แล้วอ๊อฟเป็นคนผิวสองสีแต่ไม่ถึงกับคล้ำ เวลาถ่ายรูปออกมาผิวจะติดขาวๆ เหลืองๆ
ทำยังไงก็ยังดูไม่คมเข้ม สีน้ำตาลสวยๆ กับเค้าสักที
(สีผิวปกติ)
ช่วงที่โดนแดดเยอะหน่อยก็จะเข้มประมาณนี้ไม่ได้แทนเข้มเหมือนสาวเมืองนอกใน IG
ที่เวลาใส่ชุดว่ายน้ำถ่ายรูปออกมาจะแทนสวยมากกกกกก

อ๊อฟเลยตัดสินใจทำผิวแทนดูสักครั้ง แบบไม่ต้องไปนอนอาบแดด เพราะถ้าให้ไปนอนอาบแดดคงไม่ไหวจริงๆ
เลยเลือกใช้โฟมเปลี่ยนสีผิวเนื้อมูสของ Le Tan fast tan (Deep Bronze) Fake Tan แบรนด์ดังของออสเตรเลีย
ที่สาวๆ สายฝ. นิยมใช้กันมาก เป็นเฟคแทนแบบเนื้อมูสที่ราคาไม่สูงมาก อ๊อฟซื้อมาในไอจีประมาณ 7- 800 บาท
สีเข้มระดับนึงเลย ขนาดทำแค่รอบเดียว ข้อดีของตัวนี้หลังจากที่อ๊อฟได้ใช้ คือ เป็นเนื้อมูส เกลี่ยง่าย
มีกลิ่นเหมือนมะพร้าว (แต่แฟนอ๊อฟบอกว่าเหม็นเวียนหัว) โทนสีก็จะออกน้ำตาลแดงๆ
ซึ่งอ๊อฟว่ากำลังสวย ตัวนี้จะอยู่ได้ประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ แล้วจะค่อยๆ หลุดลอกออกไปค่ะ
เวลาหลุดออกก็กระดำกระด่าง ดูน่าเกลียดเหมือนกัน ยิ่งผิวแห้งนะ หลุดเป็นเกล็ดๆ เลย
(หลังทำ Fake Tan)
วิธีการทำเฟคแทนด้วยตัวเองก็ไม่ยากค่ะ อ๊อฟเขียนขั้นตอนการทำมาเป็นข้อๆ ให้อ่านแล้ว
ขั้นตอนที่ 1. โกนขนบริเวณที่ต้องการทำผิวแทนเพื่อที่เวลาทำผิวจะได้ออกมาเนียนเสมอกัน
แต่ถ้าใครไม่ได้มีขนหนาๆ ดกดำหรือมีแค่ขนอ่อนๆ ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยจ้า

ขั้นตอนที่ 2 สครับหรือขัดผิวก่อนที่จะทำ ขจัดพวกเซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือเสื่อมสภาพให้หลุดออกไป
โดยเฉพาะจุดหยาบกร้านต่างๆ เช่น ข้อศอก หัวเข่า ตาตุ่ม และเท้า เพราะการสครับผิวจะทำให้ผิวเรียนเนียน
แทนเสมอกัน ส่วนตัวอ๊อฟชอบใช้กากกาแฟในการสครับผิว แอบไปเอากากกาแฟจากเมล็ดกาแฟสด
ที่แฟนบดด้วยเครื่องชงกาแฟมาขัดผิว ผสมกับขมิ้นขัดกับใยบวบ ขัดออกมาผิวเนียนผ่องเชียว
แต่ถ้าใครไม่มีกากกาแฟก็ใช้สครับที่เป็นกระปุกสำเร็จรูปตามท้องตลาดได้เหมือนกันค่ะ

ขั้นตอนที่ 3 ใช้ถุงมือทำผิวแทน ข้อนี้สำคัญมากกกกก ไม่อย่างนั้นฝ่ามือของเราจะเปลี่ยนเป็น “สีส้ม” ได้
ซึ่งมันตลกมาก มันส้มแบบส้มเลย เดี่ยวเค้าจะรู้ว่าผิวเราไม่ได้แทนแบบธรรมชาติ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ขั้นตอนที่ 4 ลงสีแทนที่ขาก่อนเป็นอันดับแรก เริ่มจากข้อเท้าขึ้นไปก่อน แตะบริเวณน่อง
โดยเริ่มจากบีบเนื้อมูสน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ทาเป็นวงกลม ไล่ขึ้นไป หลังจากนั้นก็ตามลำตัว แผ่นหลัง
หน้าอก แขน ลำคอ ถ้ามีคนทาให้จะดีมากๆๆ เพราะมีบางที่ที่เราทาไม่ถึง อย่างเช่น แผ่นหลัง เป็นต้น
ข้อควรระวัง ควรเว้นพวกข้อเท้า ข้อศอก ข้อมือ และข้อต่อของนิ้วไว้ บริเวณนี้เราจะทาแค่นิดเดียว
เอาแค่เนื้อมูสที่ติดมากับถุงมือหลังจากทาตัวเสร็จ ป้ายเบาๆ เพราะบริเวณนั้น ผิวจะแห้งเป็นพิเศษ
จะทำให้ผิวสีแทนติดได้ดีขึ้น ดังนั้นทาแค่จางๆ บางๆ เบาๆ ก็พอคงไม่ดีแน่ถ้าข้อศอก ข้อเท้า ตาตุ่มออกมาดำปี๋
(หลังทำ Fake Tan)
ขั้นตอนที่ 5 ลงสีแทนที่ใบหน้าและลำคอด้วย ขั้นตอนนี้อ๊อฟจะลงแค่บางๆ เท่านั้นค่ะ
เพราะใบหน้าคล้ำง่ายอยู่แล้ว ลูบๆ บางๆ ทั่วใบหน้าและลำคอ อย่าลืมทาที่บริเวณหลังคอและใบหูด้วยนะคะ
ถ้าใครกลัวหน้าจะดำไป เลือกใช้รองพื้นที่มีสีเข้มแทนก็ได้ค่ะ
เคล็ดลับของอ๊อฟคือ อ๊อฟเลือกทำก่อนนอนค่ะ เปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำ เพราะการทำผิวแทนนั้นควรทำในขณะที่ตัวแห้ง
ไม่ควรมีเหงื่อ เดี๋ยวผิวจะกระดำกระด่าง เดินแก้ผ้าโป๊รอบห้องไปก่อน 1 ชม. หลังจากนั้นก็ใส่ชุดนอนสบายๆ
แล้วนอนได้เลย ตื่นมาก็จะได้ผิวสีแทนสวยสมใจ ไม่เลอะเทอะติดเสื้อผ้าด้วย
ตื่นขึ้นมาก็อาบน้ำปกติแล้วทาโลชั่นบำรุงผิว อ๊อฟเป็นคนผิวแห้งเลยเลือกใช้โลชั่นของเจอร์เกนส์
ชอบสูตรนี้มากเพราะมีกลิ่นหอมมะพร้าว บำรุงผิวให้ทั่ว หลังจากนั้นทาครีมกันแดด
แล้วเตรียมเสื้อผ้าออกไปเฉิดฉายได้เลย

(หลังทำ Fake Tan)
พอผิวแทนแล้ว ถ่ายรูปออกมาก็สวยสมใจ พวกไลน์กล้ามเนื้อที่เราออกกำลังกายมาก็ดูชัดขึ้นกว่าเก่าด้วย

(หลังทำ Fake Tan)
ลองแต่งหน้าเป็นสายฝ. ถ่ายรูปออกมาก็ขึ้นกล้องสมใจ ส่วนตัวอ๊อฟจะทำเฉพาะเวลาไปเที่ยวทะเลเท่านั้นค่ะ
พอกลับมากรุงเทพฯ ก็ปล่อยผิวเป็นปกติ สำหรับรีวิวหน้าจะเป็นอะไร ไอเท็มไหนดี ไหนเด็ด
อย่าลืมติดตามกันด้วยน้าาา

 

 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาอ๊อฟไปทำตามาค่ะ แต่งานของอ๊อฟก็หยุดที่จะแต่งหน้าหรือสวอชสีรีวิวเครื่องสำอางไม่ได้เลย
ไหนจะทำฮาวทูสอนแต่งหน้า ไหนจะทำรีวิวหรือสวอชเครื่องสำอางใหม่ๆ มาให้แฟนเพจได้ดูกัน

วันนึงต้องแต่งหน้าและลบเครื่องสำอางหลายรอบมาก มากจนรู้สึกว่าเสียเวลาไปเยอะเลย
กว่าจะใช้เมคอัพรีมูฟเวอร์เช็ดเครื่องสำอางแล้วต่อด้วยโฟมล้างหน้า ล้างทำความสะอาดใบหน้า ใช้เวลาไปเยอะเลย
หรือบางทีรีบเร่งมากๆ ก็อยากจะใช้แค่โฟมล้างหน้า step เดียว เพื่อล้างเครื่องสำอางด้วย
แต่ก็ไม่เคยล้างออกในรอบเดียวสักที ต้องมีเครื่องสำอางหลงเหลือทำให้ต้องล้างหลายรอบตลอด

แต่วันนี้จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเค้าอีกต่อไปแล้ว เพราะเค้าได้ไอเท็มเด็ดมา นั่นก็คือ Biore Speedy Micellar Foam โฟมล้างเมคอัพ ” เมคอัพสะอาดหายทันที สะอาดชัวร์ในล้างเดียว “ โอ้โห…เห็นทางแบรนด์บอกมาแบบนี้แล้วอยากลองมาก
ถ้าทำได้จริงคงลดเวลา ลดขั้นตอนในการทำความสะอาดใบหน้าไปเยอะเลย

Biore Speedy Micellar Cleansing Foam โฟมล้างเมคอัพออกง่ายด้วยเทคโนโลยีไมเซลล่าในโฟมจากประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งเป็น “ครั้งแรก” ที่ไมเซลล่ามาอยู่ในโฟมล้างหน้าด้วยค่ะ
หลายๆ คนคงได้ยินมาเยอะเกี่ยวกับไมเซลล่าแต่ไม่รู้ว่าไมเซลล่าเนี่ยคืออะไร แล้วทำหน้าที่อะไร
Micellar Technology  “ไมเซลล่า  ซึ่งเป็นอนุภาคระดับนาโนจะตรงเข้า  “ดูด”  จับเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกบนใบหน้า
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางหรือฝุ่นละอองก็สามารถดูดจับและ “ผลัก”  สิ่งสกปรกที่ตกค้างออกจากผิวหน้าได้หมดจด

วันนี้อ๊อฟเลยจะมาทำการเปรียบเทียบโฟมล้างเครื่องสำอางของบิโอเร Biore Speedy Micellar Cleansing Foam
กับโฟมล้างหน้าทั่วๆ ไปที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันว่าจะสามารถทำความสะอาดเมคอัพได้หมดจดหรือไม่ ?
วันนี้อ๊อฟเลยเลือกอายชาโดว์สีชมพูมาเทสให้ดูกัน
ในรูปอ๊อฟจะบีบเนื้อโฟมออกมาเยอะหน่อยนะคะ แต่ของจริงบนใบหน้าเราไม่ต้องใช้เยอะขนาดนี้เนอะ
อ๊อฟจะทำการแบ่งฝั่งให้ชัดเจนโดยใช้อายชาโดว์สีชมพูมาทดสอบทั้ง Biore Speedy Micellar Cleansing Foam
และ Unbranded โฟมล้างหน้าทั่วไปอ๊อฟจะใช้ปริมาณของโฟมล้างหน้าในการทำความสะอาดเครื่องสำอางเท่า ๆ กันค่ะ
หลังจากนั้นจะทำการนวดวนโฟมล้างหน้าทั้งหมด 10 รอบ เท่าๆ กันแล้วล้างออก
ตัวโฟมล้างเมคอัพของบิโอเรแค่นวดสีของเมคอัพก็ละลายออกมากับโฟมเลย
ส่วนโฟมล้างหน้าทั่วไปยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากจะเห็นสีของโฟมล้างหน้าและสีของอายชาโดว์ที่เข้มขึ้น
หลังจากที่ล้างออกแล้วจะเห็นได้ว่าโฟมล้างเมคอัพของบิโอเร ดูดจับเครื่องสำอางออกมาได้หมดจด
ไม่หลงเหลือคราบทิ้งไว้เลย ส่วนโฟมล้างหน้าทั่วๆ ไป ยังคงทิ้งคราบเครื่องสำอางหลงเหลือบนผิวอยู่
ดังนั้นถ้าใช้โฟมล้างหน้าทั่วๆ ไป ก่อนทำความสะอาดใบหน้า
อ๊อฟว่าต้องใช้เมคอัพรีมูฟเวอร์ทำความสะอาดก่อนถึงจะล้างเครื่องสำอางได้หมดจดค่ะ
แต่สำหรับคนที่ชอบขั้นตอนเดียวแนะนำโฟมล้างเมคอัพ
Biore Speedy Micellar Cleansing Foam นี่เลยล้างเมคอัพและสิ่งสกปรกออกได้หมดจดสุดๆ

มาถึงตรงนี้แล้ว บางคนอาจสงสัยว่าแล้วโฟมไมเซลล่า
โฟมล้างเมคอัพของบิโอเรสามารถล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าได้หมดจดจริงหรอ ?
และถ้าไม่ใช้เมคอัพรีมูฟเวอร์ล่ะ….จะทำความสะอาดเครื่องสำอางได้ดีหรือเปล่า ?
วันนี้ไม่ต้องสงสัยแล้วเพราะนอกจากจะทดสอบประสิทธิภาพของโฟมล้างหน้าที่แขน อ๊อฟยังจะมาล้างหน้าให้ดูกันอีกค่ะ
เริ่มล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า บีบโฟมล้างเมคอัพของบิโอเร Biore Speedy Micellar Cleansing Foam มา นวดๆ วน ๆ ให้ทั่วใบหน้า

ตัวไมเซลล่าในโฟมของบิโอเรเริ่มเปลี่ยนสีและดูดจับเมคอัพแล้ว จะเห็นว่าเนื้อโฟมจากสีขาวๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูแล้ว
นวดๆ วนๆ ให้ทั่วใบหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงแค่นี้เองขั้นตอนง่ายๆ
จะเห็นว่าล้างเครื่องสำอางออกมาได้สะอาดหมดจดโดยไม่ต้องใช้เมคอัพรีมูฟเวอร์เลย
มันดีอ่าาาา….สะดวกและประหยัดเวลาไปอีก จากผู้หญิงที่แต่งหน้าจัดเต็มคนเมื่อกี้ก็กลายเป็นอาหมวยไปทันที
มาถึงตรงนี้แล้วต้องบอกว่า Biore Speedy Micellar Cleansing  Foam ทำหน้าที่ดูดจับเครื่องสำอางได้ดีจริงๆ
ชอบตรงที่หลังล้างหน้าเสร็จแล้วผิวไม่แห้งตึง หน้ายังคงเนียนนุ่มชุ่มชื่นอยู่ ส่วนโฟมล้างหน้าแบรนด์ทั่วๆ ไป
แม้มีราคาถูกกว่าแต่ไม่สามารถล้างเครื่องสำอางออกหมดนะ แต่ถ้าอยากล้างออกในขั้นตอนเดียวและลดขั้นตอน
การทำความสะอาดใบหน้าอ๊อฟว่า Biore Speedy Micellar Cleansing  Foam ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ที่เหมาะกับสาวๆ สมัยนี้มาก ล้างเมคอัพออกง่ายและผลลัพธ์ก็คือล้างเมคอพสะอาดชัวร์ในล้างเดียวค่ะ
นอกจาก Biore Speedy Micellar Cleansing  Foam สูตร Moisture Soft สำหรับผิวแต่งหน้าที่ขาดความชุ่มชื่นแล้ว
เค้ายังมีอีก 2 สูตรด้วยนะ สีเขียว Acne Care สำหรับผิวแต่งหน้า ผิวมัน- ผิวผสมเป็นสิวง่าย
และสีม่วง Bright Up สำหรับผิวแต่งหน้า ผิวธรรมดา – ผิวผสมคล้ำเสีย
ขนาด 90 กรัม ราคา 120 บาท
ขนาด 40 กรัม (สำหรับสูตร Moisture Soft และ Acne Care)ราคา 60 บาท
มีวางจำหน่ายที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วไปและร้านค้าออนไลน์
https://www.facebook.com/Biorethailand
ใครบอกประเทศไทยมีฤดูร้อน ฝน หนาว อ๊อฟขอเถียงขาดใจ บ้านเรามีแค่ฤดูร้อน ร้อนมาก และ ร้อนม๊ากมาก
แม้ว่าจะยังไม่เข้าสู่เดือนเมษา แต่แดดบ้านเราก็แผดเผาจนแทบจะละลายแล้ว หรือต่อให้อากาศจะเย็นลง
หรือเข้าสู่ฤดูหนาว (ที่หนาวได้แค่ 3 วัน) การยืนอยู่ในที่ร่ม นั่งทำงานในออฟฟิศ หรืออยู่บนถนน
เราก็ยังได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดดอยู่ดี เพราะฉะนั้นนอกจากจะใส่เสื้อผ้าที่ป้องกัน
แสงแดด กางร่มและใส่หมวกแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้และควรให้ความสำคัญนั่นก็คือ “ครีมกันแดด” นั่นเอง

เมื่อผิวของเราได้รับแสงแดดโดยเฉพาะแสงแดดที่แรงมาก ๆ อย่างรังสี UVB เซลล์ผิวหนังของเรา
ก็จะสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำและดำขึ้น บางคนอาจเกิดปัญหาฝ้า กระ ตามมา
นอกจากนี้แสงแดดยังมีรังสี UVA ที่จะเข้าไปทำร้ายคอลลาเจนใต้ผิวทำให้ผิวของเราแห้งกร้าน
เกิดริ้วรอยผิวหนังเหี่ยวย่นหรือดูแก่ก่อนวัยอันควรอีกด้วย

ดังนั้นการทา ” ครีมกันแดด “ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

และแน่นอนว่าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว จะไม่รีวิวครีมกันแดดได้ยังไงเนอะ
ต้องบอกเลยว่า บีโอเรเป็นครีมกันแดดที่อ๊อฟใช้อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว และตอนนี้ทางบีโอเรเค้าก็มี
สูตรใหม่ Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+ PA++++  นวัตกรรมกันแดดกันแก่ขั้นสุด
ล่าสุดจากญี่ปุ่น กันแดดสูตรน้ำเนื้อบางเบาพิเศษ กันน้ำ กันเหงื่อ และเพิ่มประสิทธิภาพการปกป้องสูงสุด
ให้กันแดดติดทน ปกป้องลึกถึงคอลลาเจน ที่พร้อมให้อ๊อฟออกไปเผชิญแดดแบบไม่กลัวแก่ ไม่แคร์แดด
 15 กรัม ราคา 129.00 บาท
50 กรัม ราคา 420.00 บาท
85 กรัม ราคา  650.00 บาท
Strong UVA/UVB Block
ไม่กลัวแก่  ไม่แคร์แดด ด้วย  PA++++ ให้การปกป้อง UVA สูงสุด ไม่ให้ทำร้ายคอลลาเจน ผิวไม่แก่ก่อนวัย
ผิวไบร์ท ไม่หมองคล้ำ ด้วย  SPF50+ ปกป้อง UVB สูงสุด สาเหตุของผิวคล้ำเสีย และฝ้า กระ จุดด่างดำ
Very Water Resistance
ปกป้องผิวได้ต่อเนื่องและยาวนาน ด้วยสูตรพิเศษ กันน้ำ กันเหงื่อ
Watery Hydrate Essence
 ผิวสัมผัสที่ทุกคนชื่นชอบ ด้วยเนื้อเอสเซ้นส์ สูตรน้ำ บางเบาพิเศษ ซึมเร็ว

ผสานคุณค่าการบำรุงให้ผิวชุ่มชื่นด้วย Hyaluronic Acid, Royal Jelly Extract (สารสกัดนมผึ้ง) และ Mixed Citrus

กันแดดเป็นเนื้อเอสเซ้นส์ เนื้อบางเบา ซึมลงสู่ผิวไวมาก ที่สำคัญไม่ทำให้ผิวเหนอะหนะอีกด้วย

ด้วยความที่เนื้อเอสเซ้นส์บางเบามาก…มากจนสามารถทาทับเมคอัพระหว่างวันได้เลย
แถมเมคอัพเดิมของอ๊อฟที่แต่งมาก็ไม่ลบ ไม่ด่างและไม่เป็นคราบเลย…ฮือออ มันดีอ่าาาา
(ไม่มีครีมกันแดดยี่ห้อใดที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ 100% หรือป้องกันแสงแดดได้ทั้งวัน
ดังนั้นการทาครีมกันแดดซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง จึงเป็นสิ่งสำคัญ)
วันนี้อ๊อฟเลยจะมาเปรียบเทียบระหว่าง Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+ PA++++
กับครีมกันแดดแบรนด์ชั้นนำทั่วไปที่เราใช้อยู่เป็นประจำ ซึ่งมีเนื้อบางเบาและค่า SPF เท่ากัน
อ๊อฟจะทาครีมกันแดด Biore UV Watery Essence ที่แขนข้างซ้าย
และทาทับบนแผ่น Smart Sun ที่คาดไว้บนข้อมือด้วยค่ะ

(Smart Sun สายรัดข้อมืออัจฉริยะ ช่วยเตือนผิวจากแสงแดด)

ส่วนอีกข้างเป็นครีมกันแดดตามท้องตลาดทั่วไป อ๊อฟจะทาที่แขนข้างขวาเช่นเดียวกันค่ะ

หลังจากนั้นได้เวลาลงน้ำแล้วววว…ขอทดสอบประสิทธิภาพของการกันน้ำหน่อยซิว่ากันน้ำได้ดีแค่ไหน

แน่นอนว่าเด็กเมื่อได้ลงน้ำแล้ว มีหรอจะขึ้นง่ายๆ จ้างให้ก็ยังไม่ขึ้นหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า
อากาศร้อน ๆ แบบนี้ขอดื่มน้ำมะพร้าวหน่อยเนอะ…ชื่นจายยย

แผ่น smart sun ข้างที่ทาบีโอเรยังคงไม่เปลี่ยนสี แสดงว่ากันแดดคงทนจริงๆ
และแล้วก็ครบ1 ชม. แต่เป็น 1 ชั่วโมงที่เจอทั้งแดดทั้งน้ำ แต่ถ้าสังเกตุ
สีของแผ่น smart sun ที่ข้อมือจะเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างเกิดขึ้นกันอยู่เหมือนกันนะ

บางคนอาจจะเห็นไม่ชัดหรือมองแล้วไม่เห็นความแตกต่าง
อ๊อฟเลยถอดสายข้อมือ Smart sun มาถ่ายแบบใกล้ๆ ให้ดูค่ะ

” จะเห็นได้ว่าข้างที่ทาครีมกันแดดบีโอเรบนแผ่น smart sun เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครีมเพียงแค่เล็กน้อย

(ไม่รู้ว่าทาครีมไม่ทั่วหรือเปล่า ^ ^) ส่วนอีกข้างที่เป็นครีมกันแดดแบรนด์ชั้นนำทั่วไป

สีเปลี่ยนทั้งแถบ เริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีครีม สีครีมเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพู 

 นั่นหมายถึงว่า ประสิทธิภาพกันแดดลดลงต้องทาครีมกันแดดเพิ่มและควรหลีกเลี่ยงแสงแดด “

หลังจากที่ตากแดดเล่นน้ำและทดลองใช้  Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+ PA++++ 
ต้องบอกเลยว่าชอบสูตรใหม่ตัวนี้มาก คุมมันได้ดีพอสมควร แถมทาทับเมคอัพได้อีก
จะเติมกันแดดระหว่างวันหน้าก็ไม่เป็นคราบ ไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ สบายผิวมาก
แถมประสิทธิภาพกันแดดยังดีเยี่ยมและติดทนนานอีกด้วย
พร้อมให้อ๊อฟกล้าออกไปเผชิญแดดแบบไม่กลัวแก่ ไม่แคร์แดด อีกต่อไปค่ะ
ทั้งนี้อย่าลืมให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ครีมกันแดด ทาหน้า ทาตัว แล้วอย่าลืมทาคอด้วยนะคะ

” ใครไม่ทาครีมกันแดดหน้าเหี่ยว หน้าแก่ก่อนวัยไม่รู้ด้วยนะ…เออ “

สวัสดีค่ะ วันนี้อ๊อฟมีสวอชและรีวิวบลัชออนของ 4U2 LOVE ME MORE BLUSH มาฝากค่ะ
จริงๆ ทางแบรนด์เค้าก็ออกมาสักพักนึงแล้ว และอ๊อฟก็ได้มาทั้งหมด 20 สี ซึ่งจะบอกว่ามันเป็นอะไรที่น่ารักมาก
มีทั้งสูตรแมตต์ และชิมเมอร์  ทางแบรนด์เค้าบอกว่าครั้งนี้มากับสูตรใหม่ที่ไม่เหมือนทุกตัวที่เคยมีมา
เนื้อบลัชออนเนียนนุ่มละเอียดและเม็ดสีชัดสุด ครอบคลุมทุกสีผิว ทุกสไตล์ของผู้หญิง
ใช้ทุกวันเลย ตลับก็น่ารัก สีก็สวย แถมราคาก็ถูกมากๆ อีกด้วย เพียงแค่ 179 บาท
วันนี้อ๊อฟเลยเลือกสีที่ชอบที่สุดและบางตัวเป็นสีที่ขายดีมากที่สุดเช่นกันมาแต่งหน้าให้ดูกันค่ะ
ว่าจะออกมาเป็นประมาณไหน พร้อมแล้วไปดูกันเล๊ยยย
มาเริ่มกันที่สีแรก ที่อ๊อฟชอบมาก ปัดจนลายของบลัชออนเลือนไปเลย นั่นก็คือ สี S1 : YOU LOVE ME

เป็นบลัชออนที่มีประกายชิมเมอร์เล็กๆ สีม่วงอมชมพูตุ่นๆ เป็นโทนสีที่สุภาพแต่ปัดออกมาก็ดูหวานดี

สีต่อมา สีนี้ก็สวยมากกก เป็นสียอดฮิตของใครหลายคน S8 : YOU DREAM ABOUT ME
ตัวนี้เป็นบลัชออนโทนส้มที่มีประกายชิมเมอร์สีทอง ปัดออกมาแล้วสดใสมากกก

ต่อมาเป็นสี S4 : YOU KNOW ME เป็นโทนสีแดงอมส้ม ในรูปอ๊อฟว่าไฟอาจจะทำให้สีเพี๊ยนไปหน่อย

ของจริงมันจะแดงอมส้มมีชิมเมอร์วิ๊งๆ ประกายเล็กๆ สีทอง ปัดออกมาดูเด็กเลยทีเดียว

ต่อมาเป็นโทนสีน้ำตาล M0 : I FANCY YOU สีนี้เป็นสีน้ำตาลเนื้อแมตต์ ที่สวยมากเว่อร์

แต่งลุคน้ำตาลๆ แล้วปัด เติมกระนิดๆ น่ารักมากกกก นอกจากจะปัดแก้มแล้ว ตัวนี้ยังเอามาคอนทัวร์ได้อีกด้วย

สีสุดท้าย S0 : YOU FANCY ME ซึ่งเป็นโทนสีน้ำตาลเหมือนกันแต่มีชิมเมอร์เล็ก ๆ

ตัวนี้ปัดออกมาแล้วดู sexy มาก แต่งสีผิวแบบแทนๆ ยิ่งปัดยิ่งขับผิว เลิฟสุดๆ
พิเศษ สี Exclusive มีวางขายเฉพาะที่ร้าน @EVEANDBOY  4 สี ดังนี้ 
#M2 I MISS YOU
#M8 I DREAM ABOUT YOU
#S5 YOU ADORE ME
#S6 YOU WANT ME

https://www.facebook.com/4u2osmetics

สวัสดีค่ะ ไม่ได้ทำฮาวทูมานานมาก ส่วนมากจะอ๊อฟจะทำรีวิวสอนถ่ายรูปโน่นนั่นนี่มากกว่า
จนมีลูกเพจเรียกร้องอยากจะดูวิธีการแต่งหน้า ว่าแต่งยังไง แต่งแบบไหน ถึงถ่ายถ่ายรูปออกมาสวยเป๊ะ
วันนี้อ๊อฟเลยจะมาแชร์เทคนิคการแต่งหน้าและดูแลผิวเล็กๆ น้อยๆ ที่อ๊อฟใช้อยู่มาฝากกันค่ะ

ขั้นตอนแรกเลย การที่จะแต่งหน้าให้ติดทน ให้ผิวออกมาสวยนั้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ” การบำรุงผิว “
นอกจากทาครีมบำรุงผิวโน่นนั่นนี่เสร็จแล้ว สำหรับอ๊อฟเคล็ดลับก่อนแต่งหน้าอ๊อฟจะเติมน้ำให้ผิว
หรือพยายามทำให้ผิวมีความชุ่มชื่นมากที่สุด วิธีของอ๊อฟที่ใช้เป็นประจำคือ การมาส์กหน้าค่ะ
สูตรที่ใช้ก็จะเป็นพวกเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อให้ผิวดูชุ่มฉ่ำ เปล่งปลั่งและดูสุขภาพดี

หลังจากมาส์กหน้าเสร็จผิวของเราจะฟูๆ เต่งๆ ดูอิ่มน้ำขึ้นมาทันที
ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอด้วยนะคะ
ไม่อยากจะบอกเลยว่านี่คือผิวของคนอายุ 32 แต่บอกซักหน่อยเนอะ 555

หลังจากนั้นอ๊อฟจะใช้ UrbanDecay Quick Fix Spray Hydra-Charged Complexion Prep Priming Spray
ตัวนี้ใช้ปรับสมดุลให้กับผิว ช่วยเสริมความชุ่มชื้น บำรุงผิวให้กระจ่างใสและเรียบเนียนก่อนแต่งหน้า

เพื่อความรวดเร็วในการแต่งหน้าวันนี้ อ๊อฟเลือกใช้คุชชั่นของแบรนด์ FIIT Everyday Cushion
จริงๆ อ๊อฟเห็นมันมีหลายสูตรนะ แต่เพื่อผิวสวยเวลาจะถ่ายรูป อ๊อฟชอบให้ผิวมันดูโกลวๆ ฉ่ำๆ
เลยเลือกสูตร Healthy Glow มาค่ะ ตัวนี้เค้ามี SPF50+ PA+++ อีกด้วย

เบอร์ที่อ๊อฟใช้เป็นเบอร์ 02 Chou Cream เหมาะสำหรับผิวขาวโทนเหลือง ปกติจะไม่ค่อยชอบใช้คุชชั่น
เพราะสีของคุชชั่นไม่ค่อยตรงกับผิว มีแต่สีขาว ซึ่งทาแล้วหน้าลอยมาก แต่ยี่ห้อนี้คือดี ที่มีสีตรงกับผิว
และเนื้อคุชชั่นก็ดีเกินคาด เลยเลือกใช้แทนรองพื้นเพราะให้ผิวที่โกลวสวย ถ่ายรูปออกมาแล้ว
ดูเนียนเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญสามารถพกไปเติมได้ระหว่างวันอีกด้วย

ตัวนี้ระดับความปกปิดปานกลาง ถ้าอยากให้หนาก็ค่อยๆ เพิ่มเลเยอร์ไปทีละชั้นค่ะ อย่างใต้ตาอ๊อฟ
ต้องการการปกปิดมากหน่อยก็จะค่อยๆ tap ไปเรื่อยๆ ใช้นิ้วเกลี่ยๆ ตบๆ เข้าไปค่ะ
จะเห็นว่าข้างที่ยังไม่ได้ทาผิวจะยังไม่เนียนเรียบ มีรอยคล้ำและรอยช้ำของใต้ตาอยู่
แต่ถ้าใครใต้ตาหนักจริงๆ แนะนำว่าควรใช้คอนซีลเลอร์ในการปกปิดค่ะ

หลังทาเสร็จก็จะได้ผิวแบบโกลวๆ แต่ไม่ได้โกลวมากจนหน้าเมือก หรือหน้าวาวจนเกินไปนะคะ
มันกำลังพอดีไม่แมตต์ ไม่ด้าน ไม่แห้ง ดูผิวสวยดีค่ะ

หลังจากนั้นใช้ดินสอเขียนคิ้ว อ๊อฟเลือกใช้ของแบรนด์ Guzzo Makeup รุ่น Sexy Duo
เนื้อดินสอนิ่มเขียนง่าย ตัวนี้เป็นดินสอเขียนคิ้วสองฝั่ง ด้านนึงเข้ม ด้านนึงอ่อน
สะดวกเวลาใช้ สีเข้มเขียนช่วงกลางถึงหางคิ้วส่วนสีอ่อนระบายช่วงหัวคิ้ว
หลังจากนั้นใช้แปรงปัดให้เข้ากันจะได้ดูเป็นธรรมชาติค่ะ

และพาเลทที่อ๊อฟเลือกใช้วันนี้เป็นของ The Balm มีชื่อว่า In The Balm Of Your Hand  Vol.02
ชอบพาเลทนี้มากเพราะมีครบทุกอย่าง ตา แก้ม ไฮไลท์ เฉดดิ้ง มีครบ แทบจะจบในพาเลทเดียวเลย
และโทนสียังละมุน สวยหวานแต่งเป็น everyday look ได้อีกด้วย
 ขั้นตอนการแต่งตาก็ไม่อยากเลยค่ะ ใช้สีเบอร์ 1 ที่อ๊อฟวงกลมไว้ให้ทาทั่วเปลือกตา

หลังจากนั้นใช้สีที่อ๊อฟวงกลมไว้เบอร์ 2 คัดเบ้าช่วงหางตาแล้วใช้แปรงเบลนให้สีฟุ้งๆ

หลังจากนั้นกรีดอายไลเนอร์ อ๊อฟใช้ของ Wynn Me Cosmic Eyeliner อายไลเนอร์หัวพู่กัน
สีดำสนิทตัวนี้กรีดง่ายมาก หลังจากนั้นติดขนตาปลอมให้ดวงตาดูหวานมากขึ้น

และขนตาปลอมที่อ๊อฟเลือกมาติดวันนี้คือ ของ  Blogger สาวสวยน้องคำคุณ KhumkhunDreamer นั่นเอง
เป็นขนตาปลอมที่ติดออกมาแล้วสวยมาก ติดง่าย แกนไม่บาดตา สวยอะ อันนี้แนะนำ อ๊อฟติดเบอร์ 04 ค่ะ

มาต่อกันที่การเฉดดิ้งกรอบหน้า จริงๆ แล้วเวลาถ่ายรูปถ้าไม่อยากให้หน้าแป้นหรือหน้าแบนจนเกินไป
เราควรสร้างมิติให้กับใบหน้าค่ะ นั่นก็คือ การเฉดดิ้งและไฮไลท์ นั่นเอง ตรงไหนที่เราอยากให้หุบเข้าไป
อยากให้เล็กก็เฉดดิ้งเลยค่ะ ฟาดเข้าไปของอ๊อฟเลือกเฉดตามกรอบหน้า แนวกราม หน้าผากและสันจมูกค่ะ

หลังจากนั้นดูดปากให้แก้มตอบๆ แบบนี้แล้วใช้แปรงปัดวนไปค่ะ ปัดให้มันเนียนกลืนไปกับผิว

หลังจากเราเฉดดิ้งเสร็จเราจะเห็นว่าใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น ไม่แป้นแล้ว ซึ่งจะทำให้การถ่ายรูปออกมาสวยมากกก

มาถึงการปัดแก้มกันบ้างอ๊อฟเลือกใช้ทั้งหมด 3 สี เลยค่ะ เบอร์ 1 ปัดด้านในสุด ปัดเฉียงขึ้นไปแนวขมับ
เบอร์ 2 ปัดต่ำลงมาเป็นแนวเฉียงค่ะ และ เบอร์ 3 สีชมพูอ่อน ปัดบริเวณใต้ตาจนไปถึงหน้าแก้มค่ะ

หลังจากนั้นปัดวนไปเป็นแนววงกลม ปัดเบาๆ ไม่ต้องปัดหนักมือค่ะ ให้สีมันกระจายออกเป็นแนวกว้าง
ไม่เป็นขอบชัด จะได้ออกมาพวงแก้มออกมาดูธรรมชาติค่ะ

หลังจากนั้นปัดไฮไลท์จากพาเลทเดิมไปตามโหนกแก้ม สันจมูกหรือบริเวณที่กระทบแสงค่ะ
เวลาออกไปถ่ายข้างนอกเวลาโดนแสงจะได้ดูผิวสวยๆ หลังจากนั้นทาลิปสติกแบบจิ้มจุ่ม
สีแดงเข้มๆ แตะแค่ด้านในริมฝีปาก แล้วใช้นิ้วเกลี่ย เบลนให้ทั่ว สีจะออกมาดูเป็นธรรมชาติ

และนี่ก็คือ ลุคที่อ๊อฟชอบแต่งเวลาออกไปถ่ายรูปค่ะ โทนสีที่เลือกมาดูหวานละมุน
แต่งไปเที่ยวก็ไม่จัดจ้าน แถมถ่ายรูปออกมาสวยด้วยค่ะ เรียกว่าเป็นลุคที่อ๊อฟแต่งประจำเลยดีกว่า

และเทคนิคทั้งหมดที่อ๊อฟบอกไป เน้นย้ำเลยว่าควรบำรุงผิวให้มากๆ เพราะเวลาแต่งออกมา
จะดูผิวเนียนสวย ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยการบำรุงผิวก่อนเนอะ

จะถ่ายรูปให้สวย เสื้อผ้าพร้อมแล้ว อย่าลืมทำผมด้วยนะคะ วันนี้ขอแอ๊บเด็กมัดผมทรงสูง จะได้หางม้าน่ารักๆ
แต่งเสร็จมันก็จะออกมาประมาณนี้ค่ะ แต่ผมเนี่ยสงสัยต้องรวบขึ้นเพราะอากาศบ้านเรามันร้อนจริง ๆ
 วันนี้ออกไปหลายที่เลย แดดบ้านเราก็ร้อนเช่นเคย ปกติเวลาว่างส่วนใหญ่อ๊อฟกับแฟนจะชวนกันไปถ่ายรูปเล่น
หรือหาร้านกาแฟสวยๆ กินกัน ชีวิต blogger เรา เวลาออกไปไม่พกกล้องก็คงไม่ได้เพราะต้องอัปเดตโน่นนั่นนี่
ตลอดเวลาให้แฟนเพจได้ดูกัน วันนี้ก็เหมือนกันค่ะ เป็นอะไรที่ทำจนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว

อ๊อฟเป็นคนแต่งหน้ารอบเดียวค่ะ จะไม่พกหรือเติมอะไรระหว่างวัน อย่างดีก็แค่เติมลิปสติกหลังทานข้าว
ดังนั้นอย่างที่อ๊อฟบอกการบำรุงผิวหน้าหรือเลือกใช้เครื่องสำอางเป็นสิ่งสำคัญมากและแล้วตั้งแต่เช้าจรดเย็น หน้าเราก็ยังเนียนเด้ง ฉ่ำเว่อร์อยู่ แม้จะออกไปตลอนๆ ตากแดด
โดยที่ไม่ได้ซับหน้าหรือเติมแป้งเพิ่มเลย หน้ายังโอเคอยู่ จะมีบ้างก็ตรงที่ใต้ตาเลือนหายไป
โดยรวมถือว่าผ่านเลย สีไม่ดรอปไม่หมองระหว่างวัน และทั้งหมดก็เป็นเทคนิคและเคล็ดลับดีๆ
ที่อ๊อฟนำมาแชร์ ครั้งต่อไปจะมีอะไรมาแชร์อย่าลืมติดตามกันด้วยน้าาา สำหรับวันนี้ลาไปก่อนค่ะ

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ blog นี้อ๊อฟกลับมาพร้อมกับฮาวทูแก้ปีชง ปี 2561 ซึ่งปีฉลู ปีเกิดอ๊อฟซึ่งตรงกับปีชงพอดี
หลายท่านอาจจะไม่เชื่อในเรื่องปีชง แต่สำหรับอ๊อฟเชื่อไว้ก็ไม่เสียหายเนอะ ทำเพื่อความสบายใจ
แต่ก่อนที่เราจะไปดูวิธีแก้ปีชง มารู้ความหมายของคำว่า “ชง ” กันเลยค่ะ

ปีชง (100%)  ได้แก่  ปีนักษัตร มะโรง

หรือคนที่เกิดตรงกับปี พ.ศ. 2471, 2483, 2495, 2507, 2519, 2531, 2543, 2555

ปีชงร่วม ได้แก่ ปีนักษัตร จอ, ฉลู, มะแม

หรือคนที่เกิดปี พ.ศ. 2462, 2465, 2468, 2474, 2477, 2480, 2486, 2489, 2492, 2498, 2501, 2504, 2510, 2513,

2516, 2522, 2525, 2528, 2534, 2537, 2540, 2546, 2549, 2552, 2558

คำว่า ชง ตามภาษาจีนแปลว่า การปะทะ ดังนั้น “ปีชง” จึงหมายถึงปีที่มีการปะทะ โดยความเชื่อเรื่องของปีชง
มีมาจากความเชื่อทางโหราศาสตร์ของจีน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ องค์เทพไท้ส่วย ที่เรารู้จักกันดีในนาม
เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา” ซึ่งชาวจีนให้ความสำคัญมาก ไม่ว่าชะตาชีวิตจะดีหรือไม่ดี ชาวจีนจะต้องไหว้
เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา (ไท้ส่วยเอี้ย) เพื่อให้คุ้มครอง หากดวงชะตาชีวิตดีอยู่แล้วก็จะช่วยส่งเสริมให้ชีวิต
ดียิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าชะตาชีวิตไม่ดีก็จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา คุ้มครองป้องกันจากอุปสรรค
หรือภัยอันตรายทั้งหลายให้ผ่านพ้นไปด้วยดี

และวัดที่อ๊อฟไปแก้ปีชง นั่นก็คือ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 หรือ วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์
ซึ่งตั้งอยู่ที่ ถ. บางกรวย-ไทรน้อย อ. บางบัวทอง จ.นนทบุรี อ๊อฟเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักที่นี่แน่นอน

เข้ามาถึงก็เดินมาทำบุญตรงที่เค้าให้ฝากดวงแก้ปีชง ราคาชุดละ  100  บาทค่ะ
หน้าตาของชุดฝากดวงแก้ปีชงก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ เป็นกระดาษหงิ่งเตี๋ย หรือ กระดาษเงินกระดาษทอง
พร้อมเทียบแดง เขียนชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิดและเวลาเกิดค่ะ

ขั้นตอนนี้ก็ทำการเขียนชื่อ-นามสกุล ของตัวเองลงไป พร้อมวันเดินปีเกิดและเวลาเกิด
หากไม่ทราบเวลาเกิดให้เขียนคำว่า ” ดี “ ลงไปแทนค่ะ
ไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิดขั้นตอนนะคะ เพราะทางวัดเค้ามีป้ายบอกวิธีการชัดเจน

หลังจากที่เขียนใบแก้ปีชงเสร็จ เราจะนำไปไหว้และฝากดวงชะตากับเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยกัน
จะใช้ธูปแค่ 3 ดอกจุดธูปเรียบร้อยแล้วเปิดด้านใน แล้วอ่านตามในใบเลยค่ะ อ่านเสร็จก็อธิษฐานด้วยนะคะ

หลังจากนั้น นำชุดไหว้มาปัดตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยปัดออกนอกลำตัว จำนวน 12 ครั้ง
เสร็จแล้วก็นำใบทั้งหมดที่ได้มา ไม่ต้องดึงกระดาษสีแดงด้านในออกนะคะ หยอดลงไปในกล่องแก้ปีชงเลยค่ะ

ภายด้านในยังมีองค์เทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ให้ได้กราบไหว้กันค่ะ
กราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลในชีวิตกันเนอะ

หลังจากที่ไหว้เสร็จก็นำธูปไปปักในกระถางให้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการแก้ปีชง
เป็นยังไงคะ ง่ายใช่มั้ยหละขั้นตอนไม่ยุ่งยากเลย เดี๋ยวอ๊อฟจะพาไปทำบุญกันต่อที่ด้านบนค่ะ

วันที่อ๊อฟไปเป็นวันธรรมดา คนเลยไม่ค่อยเยอะ แต่วันที่ไปมีฝนตกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย
แค่ต้องระมัดระวังในการเดินเพราะพื้นกระเบื้องบางจุดมีน้ำขังอาจจะทำให้ลื่นล้มได้ค่ะ

นอกจากมาที่นี่จะได้ทำพิธีแก้ปีชงแล้ว สถานที่ก็ยังสวยงามเหมาะแก่การถ่ายรูปมาก ๆ ถ้ามาที่นี่ห้ามพลาดเลย
ควรเก็บรูปไว้เป็นที่ระลึก เพราะยังมีมุมสวยๆ อีกมากมายค่ะขึ้นมาชั้น 2 ข้างบนจะเป็นพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธาน 3 พระองค์ พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า
พระอมิตาภพุทธเจ้า และพระไภษัชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้าเป็นพระประธานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เดินมาข้างๆ ก็จะมีจุดให้ได้ทำบุญกัน เป็นการทำบุญด้วยเทียนเสริมโชคลาภ ราคา ชุดละ 100 บาทค่ะ

เทียนบูชาองค์พุทธเจ้า เฮงๆ รวยๆ ไปตลอดปีเลย

ในชุดเทียนจะมีเศษเหรียญมาให้หยอดใส่บาตรด้วยค่ะ หยอดให้ครบแล้ว จะเหลือเหรียญไว้ 2 บาท
ให้เก็บกลับบ้านเป็นขวัญถุงเพื่อสิริมงคลของชีวิตค่ะ

หลังจากทำบุญที่ชั้น 2 เสร็จ ยังเหลืออีกหนึ่งชั้น ตรงนี้ก็ถือว่าห้ามพลาดเลยมาแล้วต้องถ่ายรูปสักหน่อย

ชั้นสุดท้ายจะเป็นส่วนของโรงเรียนวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ ด้านในจะมีวิหารที่ประดับไปด้วย
พระพุทธรูปองค์เล็กๆเต็มผนัง เป็นศิลปะที่งดงามมาก มากี่ครั้งก็ประทับใจ

หลังจากไหว้พระทำบุญเสร็จก็ถึงเวลาเดินชมความงดงาม ไม่ต้องไปถึงฮ่องกง
ที่ไทยก็มีวัดสวยๆ ไม่แพ้ประเทศใดเลย

ที่นี่เค้าเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น.
วันจันทร์ ถึง ศุกร์ ปิด 5 โมงเย็น ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เปิดถึง 6 โมงเย็นค่ะ

และนอกจากฮาวทูการแก้ปีชงที่อ๊อฟนำมาฝากแล้ว อ๊อฟยังทำรีวิวลิปสติกสีแดงเสริมดวงมาให้สาวๆ ด้วยค่ะ
ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมดวงแล้ว ยังช่วยเสริมความมั่นใจเปิดรับโชคลาภและรับพลังงานดีๆ
ซึ่งอย่างน้อยผู้หญิงเราควรมีลิปสติกสีแดงติดไว้สักแท่งสองแท่ง และอ๊อฟก็คัดโทนสีแดง
มาให้แล้วว่าเนื้อดี ทาออกมาแล้วสวยปังแน่นอนค่ะ

และแท่งแรกที่อ๊อฟแนะนำเลยคือ LIPSTICK ยี่ห้อ GIRLACTIK MATTE LIP PAINT สี ICONIC  ค่ะ
อ๊อฟซื้อมาใน IG ของ Girlactik_thailand ราคา 850 บาทค่ะ
เป็นลิปจิ้มจุ่มสีแดงสดอมส้มเล็กน้อย แต่ทาแล้วขับผิวมาก เนื้อลิปดีงามมากกก
ทาแล้วไม่แห้ง ไม่ตกร่องหรือเป็นคราบเลย ตัวนี้เชียร์สุดพลัง

มาต่อกันที่ลิปจิ้มจุ่ม The Balm Meet Matt(e) Hughes สี Adoring เป็นอีกแบรนด์ที่ชอบมากกก
สีนี้เป็นสีแดงก่ำ เป็นสีแดงเข้มที่สวยมาก แถมมีกลิ่นหอมของมิ้นต์อีกต่างหาก

เม็ดสีแน่น ปาดทีเดียวก็กลบสีปากมิด ไม่แห้งไม่แตก ไม่ตกร่องอีกเช่นเคย ราคา 950 บาทค่ะ

มาต่อกันที่ํ YSL TATOUAGE COUTURE MATTE STAIN 01 Rouge Tatouage สีแดงอมส้ม
เพิ่งรู้ว่าลิปสติกแท่งละ 1,500 บาท มันดีงามขนาดนี้ หัวแปรงคือดีมาก เป็นหัวสีเหลี่ยมเอียงๆ สลัก ysl
ดูหรูหรามาก  ปาดทีเดียวสีแจ่มชัดมาก เนื้อลิปเนียนนุ่ม ไม่แมทมากจนเกินไป ทาบางๆ จะเหมือนทาทิ้นต์
ถ้าจะให้แมทสุดๆ ต้องทา 2-3 รอบ ตัวนี้อยากให้ไปลองกันจริงๆ

มาต่อกันที่ลิปสติกจากแบรนด์ Ustar คอลเลคชั่น Minnie Wonderpop Soft Matte Liquid Lip
กันบ้าง ลิปจิ้มจุ่มราคาน่ารัก แท่งละ 199 บาท แต่คุณภาพเกินราคา

เบอร์ 05 Red Wonder เป็นสีแดงสดแบบสดจริงๆ เนื้อลิปเนียนนุ่มมาก เป็นเนื้อแมทท์แบบกำมะหยี่ที่สวยมาก
เม็ดสีแน่น ปาดทีเดียวก็กลบสีปากมิด ติดทนพอสมควร

ต่อมาเป็นแบรนด์ COSLUXE Blooming Whip Lip & Cheek สี Burgundy Daisy
ตัวนี้ทาได้ทั้งแก้มและปาก ตัวนี้เอามาทาแล้วเกลี่ยๆ ด้วยนิ้วมือจะสวยมาก

มันจะได้โทนสีเบอร์กันดี้ ออกแดงตุ่นๆ ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป เป็นแดงโทนอุ่นๆ ที่เกลี่ยออกมาแล้วสวยดีค่ะ
สนนราคาเท่งละ 198 บาท ได้มาตอนลดราคานะคะ ถ้าจำไม่ผิด

ยังมีอีกสีของแบรนด์ Cosluxe ที่ทาออกมาแล้วน่ารักนั่นคือรุ่น Ultra Matte  Curve Lipstick สี Blood Thirsty
เป็นลิปสติกเนื้อแมทกำมะหยี่ เนื้อลิปนุ่มชุ่มชื่นทาแล้วปากไม่แห้ง ทาแล้วใช้นิ้วปาดๆ เกลี่ยๆ
แล้วสวยดีค่ะ ราคาแท่งละ 299 บาทค่ะ

สุดท้ายเป็นแบรนด์ D O K สี Chaba 05 เป็นสีแดงโทนสว่างที่ทาออกมาแล้วขับผิวมาก ทาไปช่วงตรุษจีน
มีแต่คนถาม เนื้อลิปดีเกินคาด เม็ดสีแน่นมาก เป็นแดงที่ทาออกมายังไงก็สวย ยิ่งคนผิวขาวนะสวยมากกก
เป็นสีที่คุณเมย์ พิชนาฎทาไปออกอีเวนท์ช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ราคาแท่งละ 450 บาท
หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ ถ้าถูกใจกดไลค์กดแชร์ให้กำลังใจอ๊อฟด้วยน้าาา แล้วพบกันใหม่ blog หน้าค่ะ

ยอมให้กับความน่ารักของเครื่องสำอางเซตนี้จาก MEILINDA กับ HOLIDAY COLLECTION 2017

ที่มีความน่ารักมุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง กิงก่องแก้ว

มาพร้อมกับ Sugar Frosting Mini Palette พาเลทท์อายแชโดว์สี warm tone ที่รวมเอาอายชาโดว์

และบลัชออนมาอยู่ในตลับเดียว ราคาก็น่ารัก 249 บาทเท่านั้นเอง

ตัวพาเลทอายชาโดว์และบลัชออนทำออกมา 2 ตลับ 2 โทน

#01 – Buttercream Frosting
#02 – Marmalade Frosting

และลิปแท่งจิ๋ว Mini Lip Topping 6 แท่ง 6 เฉดสี

เลยเลือกสวอชลิปสติกมาให้ดูเพราะมันมุ้งมิ้งน่ารักดี แต่ด้วยความจิ๋วนี่แหละที่ทำให้ทายากไปนิดนึง

แถมวัสดุที่ใช้ทำแพคเกจของลิปสติกก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่นะ ราคาเพียงแค่ 79 บาท

ทำออกมาได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว มาดูที่เนื้อลิปสติกดีกว่า

เนื้อลิปแบบเซอไพรส์มาก เพราะมันดีเกินราคา 79 บาท เนื้อลิปเนียนนุ่มมีกลิ่นหอมโกโก้

ทาง่ายเบาสบายปาก เฉดสีก็ทำออกมาได้น่ารักดี เป็นเนื้อแมทที่ไม่ได้แมทแบบแห้งด้านจนเกินไป

มีความซอฟต์ แมทแบบเบาๆ ถ้าไม่ติดเรื่องแพคเกจถือว่าน่าซื้อมาทาเล่น

แบบไม่ต้องคิดเสียดายตังค์เลย

MEILINDA FANPAGE

สวัสดีค่ะ วันนี้มาแบบด่วนๆ เพราะได้ลิปสติกมาลองเล่น  ด้วยความเห่อจึงรีบทามาให้ดู

เป็นแบรนด์ที่มีชื่อว่า Girlactik Matte Lip Paint เป็นลิขวิดลิปสติกที่ขายดีที่สุดทางแบรนด์ส่งมาให้เล่นหลายสีเลย อ๊อฟเลยคัดโทนสีที่อ๊อฟคิดว่ามันสวยและเหมาะจะใช้ในชีวิต

ประจำวันมา 5 สี ให้ได้ดูกันค่ะ ปริมาณ 7.5 ml ราคา 850 บาท

สีแรก DEMURE จะออกนู๊ดอมชมพู ซึ่งออกเป็นชมพูตุ่นๆ อ๊อฟว่าสีนี้สวยสุภาพดี

สี ALLURE ตัวนี้จะออกโทนชมพูแบบหวานๆ หวานแบบกำลังดี สาวผิวขาวทาออกมาคงน่ารักน่าดู

สี POSH ตัวนี้เป็นนู๊ดแบบอมส้ม ทาออกมาก็ดูสดใสได้ลุคแบบซนๆ

สี BLUSHING ตัวนี้จะติดส้มและมีชมพูเจือนิดๆ ออกโทนหวานอีกเช่นเคย

สุดท้าย BASHFUL ใครที่ชอบแบบนู๊ดจ๋าๆ แต่ไม่ดูป่วยสีนี้ได้เลย เพราะทาออกมาแล้วสวยมาก

สำหรับเม็ดสีและพิกเม้นต์จะบอกว่ามันดีมาก เพราะเม็ดสีแน่นปาดทีเดียวก็กลบสีปากเดิมมิดเลย

กันน้ำและไม่ต้องเติมปากระหว่างวัน ที่สำคัญทาทับก็ไม่เป็นคราบ ไม่ตกร่อง หรือแห้งแตก

ถือว่าเป็นอีกแบรนด์ที่น่าสนใจทีเดียว

ตอนนี้เค้ามีวางจำหน่ายที่ LASHES ทุกสาขาและ BEAUTICOOL และร้าน BONITA U

หรือจะเข้าไปอัปเดตโปรโมชั่นต่างๆ จากทางแบรนด์ได้โดยตรงที่  GIRLACTIK